แปลเพลง : Room for Happiness featuring Skylar Grey (Kaskade)

ไหนๆก็กลับมาแล้วครับ ก็ขอจัดสักอีกเพลงไปเลย เพลงนี้เป็นของดีเจชาวอเมริกันอย่าง Kaskade หรือชื่อจริง Ryan Raddon เกิดที่ชิคาโก้ ถึงแม้ผลงานของเฮียแกจะไม่โด่งดังในตลาดใหญ่เท่าที่ควร แต่ก็ได้รับรางวัล America’s Best DJ ของนิตยสาร DJ Times ไปถึง 2 ปีเลยทีเดียว

 

เพลงที่เลือกมาแปลในวันนี้เป็นเพลงในอัลบั้ม Fire & Ice ทีไ่ด้นักร้องมือดีอย่าง Skylar Grey ที่เคยไปร้องฟีทเจอริ่งในเพลง I Need A Docter มาแล้ว เนื้อเพลงก็พูดถึง การลืมความรักที่มันเก่าๆสังคังทิ้งไปซะ จะมามั่วเศร้าอยู่ใย ความสุขรอเราอยู่อีกมากมาย

 

 

 

 

 

sometimes I wish I never felt, the influence of you
ในบางเวลาฉันอยากไม่รู้สึกถึงแรงดึงดูดของเธอ
cuz now i feel the disconnect, like an open wound
เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกกระอึกกระอักใจ เหมือนแผลที่ยังไม่หายดี
where you once were there is a space, that runs as deep as hell
ที่ที่เธอเคยอยู่คือความว่างเปล่า ที่มันเหมือนกับอยู่ในนรก
but every morning when i wake i tell myself
แต่ทุกๆเช้า เมื่อฉันตื่นฉันบอกกับตัวเองว่า
don’t be fooled by your emptiness, there’s so much more room for happiness
อย่าถูกหลอกโดยความว่างเปล่าของเธอ ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับความสุข
don’t be fooled by your emptiness, there’s so much more room for happiness
อย่าถูกหลอกโดยความว่างเปล่าของเธอ ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับความสุข

yeah, yeah, yeah
เย เย เย

sometimes it’s worse to have lost, than to have never had at all
ในบางเวลามันแย่กับการที่สูญเสีย มากกว่ากับการไม่มีอะไรเลย
cuz it’s a curse, to feel love and to feel it all dissolve
เพราะมันเป็นคำสาป ที่ทำให้รู้สึกรัก และทำให้รู้สึกว่ามัน(ความรัก)ได้หายไปหมด
don’t be fooled by your emptiness, there’s so much more room for happiness
อย่าถูกหลอกโดยความว่างเปล่าของเธอ ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับความสุข
don’t be fooled by your emptiness, there’s so much more room for happiness
อย่าถูกหลอกโดยความว่างเปล่าของเธอ ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับความสุข

yeah, yeah, yeah
เย เย เย
don’t be fooled by your emptiness, there’s so much more room for happiness
อย่าถูกหลอกโดยความว่างเปล่าของเธอ ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับความสุข
don’t be fooled by your emptiness, there’s so much more room for happiness
อย่าถูกหลอกโดยความว่างเปล่าของเธอ ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับความสุข

yeah, yeah, yeah x5
เย เย เย

 

Advertisements

8th week : รวมฮิตเพลง 2000s (2000 – 2005)

กลับมาต่อแล้วสำหรับรวมฮิตเพลงสากล ที่ทุกเพลงที่จขบ.ได้นำมาลงนั้นล้วนแต่ขึ้นที่ 1 ในบิลบอร์ดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเพลงไหนไม่ดังจริง มาถีบยอดหน้าจขบ.ได้เลย 555

 

ช่วงยุค 2000 นั้น คงเป็นช่วงที่เพลงสากลกำลังเติบโตด้วยบอยแบนด์วงใหม่ๆ และเป็นยุคที่คนไทยชอบเพลงสากลมากที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นจขบ.จะพยายามเลือกเพลงเด็ดๆมาเลยละกัน :P

 

 

I Knew I Loved You – Savage Garden (2000)

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่รู้จัก The Day You Went Away จะไม่รู้จักเพลงนี้ ถ้าไม่รู้จักต้องกลับไปพิจารณาใหม่นะว่าตัวเองเป็นขาเพลงสากลจริงๆหรือเปล่า (แรง..) เพราะสองเพลงนี้ในช่วงนั้นถือว่าดังมากๆในประเทศไทย

ซิงเกิ้ลนี้ถือว่าห่างจากซิงเกิ้ลแรกที่ทะลุที่ 1 บิลบอร์ดอย่าง Truly Madly Deeply ไปถึง 3 ปี แต่ก็ไม่ทำให้แฟนๆนั้นลดน้อยลงแต่เพียงใด แต่กลับมากเพิ่มขึ้นมหาศาล ด้วยน้ำเสียงอันเซ็กซี่ไม่เคยเปลี่ยนของนัักร้องนำ อีกทั้งยังสุดแสนจะเพราะ + เนื้อเพลงที่จะสุดแสนพิสดาร บรรยายถึงความรัก ที่เรารักคนที่เรายังไม่พบเจอกันมาก่อน (เว่อร์ไปมั้ย อันนี้ไม่รู้ บางคนอาจจะมีซิกส์เซนส์ก็เป็นได้…) ทำให้เพลงนี้อยู่ชาร์ตในอันดับถึง 4 สัปดาห์

 

 

Independent Woman Part I – Destiny’s Child (2000)

 

 

มากันต่อในปีเดียวกัน สาวๆแห่งวง Destiny’s Child ที่เริ่มโด่งดังในยุค 90 ปลายๆ กลับมาคราวนี้ในยุค 2000 ก็ปล่อยซิงเกิ้ลมาขโมยที่ 1 บิลบอร์ดซะเลย ตัวเพลงเป็นอาร์แอนด์บีตามยุคตามสมัย (แต่อีกไม่กี่ปีจากนั้นก็หมดยุคแล้ว) ก็ไม่มีอะไรเด่นมาก เว้นแต่เนื้อเพลงที่โดนใจสาวแกร่งทุกๆคน + อิทธิพลจากหนังชาร์ลี แองเจิ้ล ทำให้เพลงนี้ครองที่ 1 ถึง 11 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

Lady Marmalade – Christina Aguilera, Lil’ Kim, Mya, Pink (2001)

 

 

ข้ามมาอีกปีกันบ้าง ที่จริงแล้วเพลงนี้ไม่ใช่ต้นฉบับนะครับ ต้นฉบับต้องย้อนไปปี 1974 แต่อย่าได้ดูถูกต้นฉบับเลยทีเดียว เคยเหยียบที่ 1 บิลบอร์ดมาแล้วครับ แต่ดูท่าทางเวอร์ชั่นนี้จะมาแรงกว่าทุกเวอร์ชั่นเท่าที่เคยบันทึกมา

เพลงนี้ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มนักร้องดังแห่งยุคเลยก็ว่าได้ ซึ่งชื่อนักร้องอยู่ด้านบนแล้ว ถ้าจะให้ไล่เดี๋ยวยาวอีก 555  ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะกิจที่ยิ่งใหญ่ และเพอร์เฟคนับทศวรรษเลยก็ว่าได้  ด้วยตัวนักร้องอันโด่งดังและคับคั่ง + เสียงนักร้องที่ร้องได้ใจ แถมยังแข่งกันมันส์อีก + เนื้อเพลงที่ส่อเรื่องเพศแบบสุดๆ (เกี่ยวมั้ยเนี่ย 555 น่าจะเกี่ยวนะ) + อิทธิพลจากหนังเรื่อง Moulin Rouge! ทำให้เพลงนี้ทะยานที่ 1 ไปถึง 5 สัปดาห์

 

 

Fallin’ – Alicia Keys (2001)

 

 

มากันที่เพลงที่ขึ้นชาร์ตที่ 1  1 เดือนก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คนทั้งโลก (โดยเฉพาะคนอเมริกา) จะไม่เคยลืม  เพลงๆนี้ถือว่าเป็นซิงเกิ้ลแรกของนักร้องที่เพื่อนๆหลายคนน่าจะรู้จักนั่นก็คือ อลิเซีย คียส์ ถึงแม้จะเป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิต แต่ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ อย่างที่ไม่เคยเจอที่ไหน ทั้งคว้าที่ 1 บิลบอร์ดถึง 6 สัปดาห์ แถมเพลงนี้ยังทำให้เธอได้รางวัลแกรมมี่ถึง 3 รางวัลอีก

ด้วยเนื้อเพลงที่โดนใจหลายๆคน แต่ยังแฝงไปด้วยความบาดลึกของตัวเนื้อเพลง และเสียงร้องอันบาดลึก ฟังกี่ทีก็ขนลุก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แหกปากใช้พลังเสียงร้องเยอะๆก็ตาม (พิมพ์ไปฟังไปก็ขนลุกเหมือนกันนะเนี่ย 555) จึงทำให้เพลงนี้ไม่น่าแปลกที่จะประสบความสำเร็จล้นหลามขนาดนี้

 

 

Foolish – Ashanti (2002)

 

http://www.youtube.com/watch?v=gUPrnu3BEU8

 

ข้ามมาอีกปี 2002 ไม่มีเพลงอะไรน่าสนใจเท่าเพลงนี้อีกแล้ว ถือว่าถ้านึกถึง Ashanti ก็ต้องนึกถึงเพลงนี้เลย ตัวเพลงอาร์แอนด์บี ฟังสบายด้วยเสียงเปียโน และด้วยเสียงอันน่าฟังของแอชฮันติ แต่เนื้อเพลงเต็มไปด้วยความเศร้านะครับ 555 เพลงนี้โฉบที่ 1 ไปสบายๆ ถึง 10 สัปดาห์

 

 

Dilemma – Nelly Featuring Kelly Rowland (2002)

 

 

เพลงนี้เป็นเพลงร้องคู่แห่งทศวรรษเลยก็ว่าได้ ใครที่ยังเกิดทันในยุคนั้นน้อยคนจะไม่เคยฟัง เพราะในยุคดังนั้นมากๆ แต่ก็ส่อถึงสัญญาณอันตรายของวง Destiny’s Child ว่าเริ่มถึงยุคมืดของพวกเธอแล้ว เนื่องจากเพลงนี้ได้ Kelly ซึ่งเป็นสมาชิคในวง ออกมาร่วมฟีทเจอริ่ง ซึ่งหลังจากนั้นอีกปี Beyonce ก็แยกมาโซโลเดี่ยว ก่อนในปี 2005 ที่จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของวงที่ออกมา  ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลย 555 สรุปว่าเพลงเพราะ โดนใจคนส่วนมาก เลยคว้าที่ 1 ไปถึง 10 สัปดาห์ต่อจากเพลง Hot In There ของเจ้าตัว เท่าๆกับอดีตแฟนเก่าของเนลลี่พอดีเลย (คนข้างบนแหละ 555) อะไรจะบังเอิญประมาณนั้น (ไม่ได้ตั้งใจมาจับวางใกล้ๆจริงๆนะ เพิ่งนึกได้ว่าเคยเป็นแฟนกัน) สริรวมคนเดียวควบไปถึง 17 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

In Da Club – 50 Cent (2003)

 

 

มาต่อกันที่ปี 2003 ผลงานอินดาคลับ (อินเดอะคลับ) ของ 50 เซนท์ ได้โปรดิวเซอร์มือดี Dr.Dre จึงทำให้เพลงนี้ถูกใจขาโจ๋ ขาฮิป คว้าทั้งแกรมมี่ ทั้งบิลบอร์ด แถมยังอยู่ใน 1 ใน 500 เพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลที่จัดโดยนิตยสารโรลลิ่งสโตนอีกด้วย มันส์ได้ใจอย่างนี้ก็ต้องติดที่ 1 เดือน

 

 

Crazy In Love –  Beyoncé Featuring Jay-Z  (2003)

 

 

หลบหน่อยเจ้าแม่ (อาร์แอนด์บี) มา เพลงนี้แหละครับเป็นตัวที่ส่อให้เห็นสัญญาณอันตรายของวงอย่างที่กล่าวไว้แล้ว แต่ใครจะฉุดบียอนเซ่ได้ไงล่ะ คนกำลังดัง 555 เพลงนี้ได้แร็ปเปอร์มือดีอย่าง เจย์-ซี มาฟีทเจอริ่งด้วย (ไม่ใช่ฟีทเจอริ่งแบบนั้นนะ รู้ว่าพวกเขาบอกฟีทเจอริ่งแบบนั้นกันแล้ว แต่ในที่นี้หมายถึงร่วมร้องเพลงด้วย 555) ซึ่งตอนที่ซิงเกิ้ลออกมา ใครจะไปรู้ว่าสองคนจะแต่งงานกันได้ ช่างไม่เข้ากันเลย 555

ไม่ต้องกล่าวถึงลีลาของเธอเลย หลายๆคนคงทราบอยู่ว่าถึงพริกถึงขิงขนาดไหน แถมด้วยเป็นซิงเกิ้ลชูตราบียอนเซ๋ ที่เคยโด่งดังในนาม Destiny’s Child แถมพาผัว (ในอนาคต ณ ขณะนั้น) ที่มีภูมิความดังมาก่อนหน้าแล้วเช่นกัน มาร่วมร้อง จึงทำให้เพลงนี้จะเอาที่ 1 มากอดอย่างไม่แน่แปลกถึง 8 สัปดาห์ ต่อจากนั้นไม่นานยังเอา Baby Boy ไปกอดอีก 9 สัปดาห์อย่างชิลล์ๆ

 

 

My Boo – Usher & Alicia Keys (2004)

 

 

มากันต่อกับเพลงที่ร้องโดยเจ้าพ่อชาร์ตบิลบอร์ดแห่งยุค 2000 (เป็นผู้ชายที่ขึ้นที่ 1 ชาร์ตบิลบอร์ดมากครั้งที่สุดในยุคนั้น) และสาวเสียงดี ที่ร้องเพลง Fallin’ (คงไม่ลืมนะ 555) ถ้าลืมน่าดูเลย  มาคราวนี้ก็ต้องอาร์แอนด์บีเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ด้วยตัวนักร้องที่เป็นแม่เหล็ก พ่อเหล็ก + เป็นการร้องดูโอที่แสนจะเพราะ ฟังสบาย โดยใจประชาชน เลยเอาที่ 1 ไป 6 สัปดาห์

 

 

Drop It Like It’s Hot – Snoop Dogg Featuring Pharrel Williams (2004)

 

 

มาคั่นด้วยเพลงฮิปฮอปมันส์ๆเพลงสุดท้ายแล้ว เพลงนี้หลายคนอาจจะคุ้นๆ หรืออาจจะไม่รู้ชื่อเพลง เลยทึกทักเอาเองว่าชื่อเพลง “กระดกลิ้น” 555 เพราะว่าตัวดนตรีมีเสียงกระดกลิ้นด้วย เพลงนี้มีนักร้องฮิปฮอปรุ่นเก๋าอย่างลุงหมา (ดูชื่อลุงแกก็จะรู้เอง 555)  เอาล่ะด้วยความมันส์ของการแร็ป + ดนตรีและเอ็มวีที่นำสมัยอยู่พอตัว ทำให้ได้ที่ 1 3 สัปดาห์ไปอย่างไม่อยากเย็น

 

 

Hollaback Girl – Gwen Stefani (2005)

 

 

มาต่อกันที่ปีสุดท้าย และเพลงมันส์ๆเพลงสุดท้ายกันแล้ว เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงนึงที่รื้อฟื้นความทรงจำสมัยเด็กของจขบ.ได้ดีเลย หลายๆคนก็เช่นกัน ด้วยความที่เนื้อร้องสุดแสนจะจำง่าย แถมยังสอนภาษาอีก (สะกดคำว่ากล้วย 555) และด้วยจังหวะกลองที่มันส์สุดติ่ง และเนื้อเพลงถูกใจหลายคน + ทุนเดิมของน้าเกว็นที่เคยเป็นนักร้องนำวงมาก่อน ทำให้เพลงนี้ได้ที่ 1 ไปถึง 1 เดือนเต็มๆ

เพลงนี้จขบ.เคยแปลแล้วนะครับ (สมัยนั้นยังเรียบเรียงการแปลไม่ค่อยดีเลย ขี้เกียจแก้แล้ว 555)

 

https://superrush.wordpress.com/2011/08/31/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-hollaback-girl-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%A7/

 

 

We Belong Together – Mariah Carey (2005)

 

 

มาถึงเพลงสุดท้ายกันแล้ว *-* เพลงนี้เป็นเพลงเดียวในยุคนั้น ที่เธอสามารถเอาที่ 1 มาครองได้ (ล่าสุดก็ช่วง 90 อะครับ ขึ้นที่ 1 บ่อยเหลือเกิน) เพลงนี้เป็นเพลงอาร์แอนด์บีที่เพราะมากๆ เนื้อเพลงก็ตราตรึงใจ พระเอกก็หล๊อหล่อ (เวนท์เวิร์ด มิลเลอร์ หลายคนอาจจะรู้จักในซีซั่นสุดดังอย่างพริซั่น เบรค หรือไม่ก็หนังชือ่ดังอย่างเรสซิเดนท์อีวิลล์ 4) ซึ่งในช่วงนั้นพริซั่นเบรคกำลังออกซีซั่นแรกพอดี ก็ไม่ต้องบอกนะว่ามันส์ และดังขนาดไหน เพลงก็ฟังออกจะไฮซงไฮโซ แถมยังมาตามแบบฉบับของมารายห์ และเพลงยุค 90 ที่แหกปากตอนท้ายๆ อาจจะทำให้คนหลายคนหายคิดถึงกัน ด้วยประการฉะนี้ จึงทำให้เพลงนี้ขึ้นที่ 1 บิลบอร์ดไปอย่างยาวนานมากๆ (ตั้งแต่เพลงนี้ลงจากที่ 1 ก็ไม่มีเพลงใดขึ้นชาร์ตได้นานเท่านี้เลย) ถึง 14 สัปดาห์กันเลยทีเดียว

6th WeeK : Best of 2011 (5 อันดับเพลงที่ “ดี” ที่สุดในปี 2554)

คงไม่สายไปหน่อยนะครับ ที่มานั่งอัพโพสต์นี้ แต่้ยังไงก็ดีกว่าไม่ได้อัพเนาะ 555 ทั้งนี้ทั้งนั้นเพลงที่ จขบ. นำขึ้นท็อป 5 ทุกเพลงล้วนมาจา่ก คห. ของ จขบ. ทั้งนั้น (อาจจะไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่ากันครับ หูคนละหูครับ) และอีกอย่างนึงคือทุกเพลงที่ติดท็อป 5 นั้น เป็นเพลงที่ถือว่าออกจะไม่ค่อยเป็นแนวนิยมเสียเท่าไร บางเพลงบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ฟังกัน (แต่ทุกเพลงที่ติดนั้นก็ดังพอสมควรเลยแหละ)

 

 

อันดับที่ 5 – Video Game (Lana Del Rey)

 

 

 

 

ไม่ผิดคาดสำหรับนักร้องสาวที่มาแรงที่สุดในปี 2012 (ถ้าไม่นับนักร้องดีว่าอย่างวิทนีย์ ฮุสตั้นนะ 555) ไม่มีใครขวางเธอได้อย่างแน่นอน (พูดด้วยความสัจจริง อเดลเธอโดนลาน่าแย่งตำแหน่งแล้ว)

 

เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกของเธอก็ว่าได้ ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก + ซิงเกิ้ลที่ 2 Born To Die ทำให้เธอดังเป็นพลุแตกเลยทีเดียว

 

ดนตรี แนวเพลงนี้ก็ไม่ได้แหวกแนวอะไรมากนั้น เพียงแต่สมัยนี้มันหายาก(มากๆๆๆ)แค่นั้นแหละ แต่ด้วยน้ำเสียงของเธอที่เพราะมาก (หลอนแต่ขลังนะเออ) แถมยังสื่ออารมณ์เพลงได้ออกมาได้อย่างเพอร์เฟคเลยทีเดียว ฟังก็รู้เลยว่าคนร้องอดอาลัยตายอยากกับแฟนแล้ว แถมยังตัดพ้อน้อยใจอีก (เนื้อเพลงก็ประมาณว่าแฟนของคนร้องอะ ไม่ค่อยจริงจังกับเธอเท่าไร เหมือนรักแค่ภายนอก สนใจแต่ไปทำอย่างอื่นเสียมากกว่า)

 

 

อันดับที่ 4 – Settle Down (Kimbra)

 

 

 

 

ดังเป็นพลุแตกอีกแล้วสำหรับเธอคนนี้ หลังจากที่เธอได้จับคู่กับ Gotye ร้องเพลง Somebody That I Used To Know ซึ่งเกาะท็อป 5 ยอดวิวเอ็มวีที่ดูมากที่สุดถึงหลายสัปดาห์ติดต่อกัน

 

อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วในวีคที่ 1 เพลงนี้ถือว่าแหวกแนวอย่างมาก (รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาดูที่วีค 1) แบบไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ท่าเต้นก็เหมือนกัน 555 เพลงนี้ดนตรีเอาไปเลยเต็ม 10 นักร้องเช่นกัน เสียงของเธออาจจะไม่ค่อยเสนาะหูเท่าไร แต่เธอก็ทำแบบดีที่สุดแล้ว (ผมว่านะ) แล้วร้องได้สะใจเสียจริงๆ สื่ออารมณ์แบบเจ็บแค้น เนื้อเพลงก็ประมาณว่า”ฉันอยากจะตั้งหลักปักฐานกับเธอนะ แต่ชีคนนั้นกลับแย่งเธอไป”

 


อันดับที่ 3 – Somebody That I Used To Know ft.Kimbra (Gotye)

 

 

 

 

มากันอีกเพลงที่คิมบร้าเธอได้ร้อง แต่เพลงนี่เธอได้แค่ร่วมร้องเท่านั้นเองนะ เพลงนี้ช่วงแรกๆก็ไม่ค่อยดังเท่าไรหรอก แต่พักหลังๆดังมากอย่างที่กล่าวไว้ในอันดับที่ 4 แล้ว

 

เพลงนี้ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีชจริงๆสำหรับเพลงร้องคู่ ดนตรี อย่างแจ่ม แรกๆอาจฟังดูพิลึก แต่ปรากฎว่ามันลงตัวกับอารมณ์เพลง เรียบง่าย แต่ไฮโซ มีคลาสนะเออ เรื่องเสียงร้องไม่ต้องพูดถึงเสียงดีกับทั้งชาย และหญิง ร้องแบบได้อารมณ์แบบสุด (แต่ช่วงแรกอาจจะง่วงๆหน่อย เขากำลังปูเรื่องอยู่) เนื้อเพลงก็ประมาณว่า “เธอกับฉันไปไม่ได้ ฉันเข้าใจนะ แต่เธอทำกับฉันยังกะคนแปลกหน้า เออก็ได้ ต่อไปนี้เธอเป็นแค่คนที่เคยรู้จักละกัน จบๆกันไปเ้ล้ย ><”

 

 

อันดับที่ 2 – Pumped Up Kicks (Foster The People)

 

 

 

 

เชื่อมั้ยครั้บเพลงธรรมดา (ที่ไม่ธรรมดา) เพลงนึง นักร้องก็โนเนม (ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก 555) ปรากฎว่าอยู่ดีๆขึ้นที่ 1 บิลบอร์ดได้อย่างหน้าตาเฉยๆ ถึงหลายสัปดาห์ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ สำหรับเพลง Pumped Up Kicks และสำหรับวง Foster The People ผลงานนี้เป็นมาสเตอร์พีชของปีเลย (แต่เสียใจ จขบ. ยกให้เป็นที่ 2 555 แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่ 1 จะไม่ใช่มาสเตอร์พีชนะ) หลายคนฟังแล้วอาจจะธรรมดา แต่ในบรรดาพวกหูถึง (นักวิจารณ์เพลง นักร้อง ฯลฯ) ต่างยกย่องสรรเสริญเพลงนี้อย่างยกใหญ่ ไม่งั้นเพลงนี้คงไม่ได้ที่ 1 บิลบอร์ดหรอกนะ

 

ถามว่า เพลงนี้ดีตรงไหน?? ดีตรงที่ดนตรีล่้ะสิครับ ลองฟังดูดีๆ สุดยอดมากๆนะ สุดยอดจนแบบบรรยายไม่ถูก นักร้องก็ร้องดีเลยทีเดียว แต่เสียที่เนื้อเพลงไม่เอาอ่าวเท่าไร -..- ให้ไปลองฟังดนตรีดูดีๆ ย้ำอีกรอบว่า”สุดยอด สุโค่ย…..” ฟังดูก็รู้ว่าสมาชิกทุกคนตั้งใจทำเพลงนี้กันอย่างมาก และดูก็รู้ด้วยว่าเพลงที่ดูธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาอย่างที่คิด และก็ไม่ได้ทำออกมาได้่ง่ายๆด้วย (ถ้ามีเงินมากพอจะซื้ออัลบั้ม Torches เลย จขบ.รับรองว่าคุ้มเหนือราคา รับประกัน ถ้าไม่ใช่มากระทืบ จขบ. เลย)

 

ยังไงซะผมเชื่อว่าคนส่วนมากคิดแบบเดียวกันกับผมนะ ว่าเพลงนี้จะต้องติดชารท์เพลงที่ดีที่สุดบ้างแหละ ของเขาดีจริงๆ

 

 

อันดับที่ 1 – White Nights (Oh Land)

 

 

 

 

จขบ. อยากจะกรื๊ดกร๊าดดดกับเพลงนี้มาก ถึงแม้ในบางเรื่องอาจจะสู้ปั๊มอัพคิกส์ได้ แต่เพลงนี้องค์ประกอบทุกชิ้นทำได้อย่า่งลงตัว เพอร์เฟค เหนือกว่ามาตรฐาน ล้ำลึกสุดยอด

 

เป็นเพลงที่ฟังแล้วจินตนาการของคุณจะล่องลอยหลุดไปไกลตามเนื้อเพลงอย่างแน่นอน (เนื้อเพลงก็เกี่ยวกับความฝันอีก) เสียงคอรัสที่ขึ้นมาจะทำให้คุณมีความสุขมาก พร้อมที่จะล่องลอยไปกับจินตนาการนั้น (ชอบเสียงคอรัสตอนขึ้นมาก จนจขบ.เอาขึ้นเป็นเพลงปลุกเลยทีเดียว 555) + กับเสียงดนตรีที่ฟังแล้วสดชื่น สดใส มีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าฝันในเพลงนี้คงไม่ใช่ฝันร้ายอย่างแน่นอน 555 ฟังกี่รอบก็ไม่เบื่อ ยิ้มไปกับเพลง มีความสุขมาก (บ้าไปแล้วเรา 555) ดนตรีแนวแบบนี้หาฟังค่อนข้างยากนะครับ ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ไม่ค่อยจะมีเลย

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเกิดท่านผู้อ่านยังอาจจะไม่เข้าถึงของตัวเพลงที่จขบ.ได้บรรยายไป ก็ต้องลองฟังกันแบบหลายรอบ และห้ามคิดอะไรทั้งสิ่ง ปล่อยใจตามสบาย แล้วคุณก็จะรู้สึกเอง