แปลเพลง : Come Into My World (Kylie Minogue)

วอสสับ ทุกๆคน วันนี้จขบ. กลับมา ไม่ได้ตามคำเรียกร้องใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่มาฉลองครบ 4 แสนวิวครับ ปริ่มมากครับ ขอบคุณทุกคนที่เขามาดูบล็อคของเด็ก(??)ผู้ชายเล็กๆบนโลกคนนึง ถึงแม้จะดูไม่ได้มากมาย แต่ก็มากมายสำหรับจขบ. ขอบคุณจริงๆ

 

จะมาทั้งทีก็ต้องเอาเพลงเก่าครับ เดี๋ยวนี้หาเพลงใหม่ยากมากเลย มีคนแย่งไปทำหมดแล้ว 5555 คราวนี้มาแบบไม่เก่ามากเหมือนเพลงก่อนๆ แต่ก็เก่าพอตัว 11 ปีที่แล้วอะนะ ซึ่งในปีสองปีนั้น ไม่มีใครไม่รู้จัก Kylie Minogue ซึ่งคนไทยหลายคนอาจจะรู้จักมักคุ้นน้าแกจากทัวร์คอนเสิร์ต Aphrodite ที่ประเทศไทย เห็นหน้าเด็กๆอย่างนี้ แต่อายุปาไป 45 แล้วนะครับ ประสบการณ์ทางด้านดนตรีนี่โชคโชน และยาวนาน ตั้งแต่ปี 88 ที่ออกอัลบั้มแรกเลยครับ ซึ่งดูจากยอดขายทั้งในประเทศ (ออสเตรเลีย) กับตปท.ก็ถือว่าเดบิวต์ดังเลยทันที และหลังจากนั้นดูเหมือนยอดขายจะกลายเป็นพาราโบล่าขาลง จนกระทั่งช่วงปี 2000 โดยเฉพาะอัลบั้ม Light Year กับ Fever ซึ่งเป็นการรีไวฟ์น้าแกใหม่เลย โดยเฉพาะอัลบั้ม Fever ซึ่งมีเพลงดังกระฉูดทั่วโลกอย่าง Can’t Get You Out Of My Head (ทำนองติดอยู่ในหัวเลยครับ นา นา นา นา นา นา เป็นเพลงในตำนานไปเลย) ขึ้นที่ 1 ไปทั่วโลก ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าอัลบั้มนั้นเป็นจุดที่พีคสุดๆของน้าแก ยอดขายถล่มถลายเกิน 10 ล้านก็อปปี้ (และคาดว่าจะไม่มีวันได้อีกแล้ว) หลังจากนั้นอัลบั้มอื่นๆ ถึงแม้ยอดขายจะไม่หวือหวามากนัก แต่มีมากกว่ายุค 90 มากอยู่

 

ซึ่งเพลงที่จขบ. จะหยิบแปลในวันนี้ (Come Into My World) เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม Fever นั่นแหละครับ ถึงแม้ความดังจะสู้เพลง Can’t Get You Out Of My Head ไม่ได้ แต่เป็นเพลงที่ทำให้น้าไคลี่แกได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยมไปครอง ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวทีน้าแกได้รับรางวัลแกรมมี่ และที่สำคัญ ที่ทำให้คนพูดถึงเพลงนี้ได้จนถึงทุกวันนี้ไม่แพ้กับ Can’t Get You Out Of My Head เลย ก็คงจะเป็นเอ็มวี ซึ่งต้องขอซูฮก คารวะคนคิดไอเดีย และคนทำเอ็มวีนี้ขึ้นมา จขบ.ยกให้เป็นเอ็มวีในตำนานเลย เป็นอย่างไรต้องดูเอาเองครับ อธิบายเดี๋ยวยาวไม่เ้ข้าใจ 5555

 

 

เนื้อเพลงก็ประมาณว่า ฉันชวนเธอให้เข้ามาอยู่ในโลกของฉันนะ ก็เพราะว่าฉันต้องการเธอมากมาย กว่าทศกัณฐ์ต้องการนางสีดาเสียอีก

 

 

Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉัน
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

Take these arms that were made for lovin’
ใช้แขนเหล่านี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรัก
And this heart that will beat for two
และหัวใจดวงนี้ที่จะเต้นสำหรับเราสองคน (หัวใจเดียวกัน เรียกยังไง จขบ.อธิบายไม่ถูก 555)
Take these eyes that were meant for watching over you~
ใช้ดวงตาคู่นี้ ที่มุ่งไว้ว่าจะคอยดูแลเธอ
And I’ve been such a long time waiting
และฉันรอมาเป็นเวลานานแล้ว
For someone I can call my own
รอใครบางคน ที่ฉันเรียกได้ว่าเป็นของฉัน (ไอ้ที่ถูกเรียกว่าเป็นของฉันคือ ใครบางคนนั่นแหละครับ)
I’ve been chasing the life I’m dreaming
ฉันนั้นได้แต่ไล่ตามชีวิตที่ฉันกำลังใฝ่ฝันอยู่
Now I’m home~~
ตอนนี้ฉันอยู่บ้านแล้ว

Ah~~
อาาาา
I need your love
ฉันต้องการรักของเธอ
Like night needs morning
เช่นดังกลางคืนต้องการยามเช้า

So won’t you come~
แล้วเธอจะไม่เข้า
Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉันหน่อยหรอ
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

So baby~
แล้วที่รัก
Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉัน
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

Na na na, na na na, na na na na na na na, na na na
นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา
Na na na na na na
นา นา นา นา นา นา

Take these lips that were made for kissing
ใช้ริมฝีปากทั้งสองฝั่ง (บน และล่าง เข้าใจนะครับ 555) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจูบ
And this heart that will see you through
และหัวใจดวงนี้ที่จะเห็นเธอแบบทะลุปรุโปร่ง
And these hands that were made to touch and
และมือคู่นี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้สัมผัส และรู้สึกถึงเธอ
feel you
รู้สึกถึงเธอ

So free your love
ฉะนั้นปลดปล่อยรักของเธอ
Hear me, I’m calling
ฟังฉัน ฉันกำลังเรียก (เธอ)

Oh won’t you
โอ้ เธอจะไม่
Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉันหน่อยหรอ
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

Oh baby~
โอ้ที่รัก
Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉัน
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

Na na na, na na na, na na na na na na na, na na na
นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา

Na na na, na na na, na na na na na na na, na na na
นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา

Ah~~
อาาาา
I need your love
ฉันต้องการรักของเธอ
Like night needs morning
เช่นดังกลางคืนต้องการยามเช้า

So won’t you come~
แล้วเธอจะไม่เข้า
Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉันหน่อยหรอ
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

So baby~
แล้วที่รัก
Come, come, come into my world
เข้า เข้า เข้า เข้ามาในโลกของฉัน
Won’t you lift me up, up, high upon your love
เธอจะไม่ยกฉันขึ้นไปหน่อยเหรอ ขึ้น ขึ้น ขึ้นไปบนความรักของเธอ

Na na na, na na na, na na na na na na na, na na na na na na
นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา นา

โฆษณา

8th week : รวมฮิตเพลง 2000s (2000 – 2005)

กลับมาต่อแล้วสำหรับรวมฮิตเพลงสากล ที่ทุกเพลงที่จขบ.ได้นำมาลงนั้นล้วนแต่ขึ้นที่ 1 ในบิลบอร์ดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเพลงไหนไม่ดังจริง มาถีบยอดหน้าจขบ.ได้เลย 555

 

ช่วงยุค 2000 นั้น คงเป็นช่วงที่เพลงสากลกำลังเติบโตด้วยบอยแบนด์วงใหม่ๆ และเป็นยุคที่คนไทยชอบเพลงสากลมากที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นจขบ.จะพยายามเลือกเพลงเด็ดๆมาเลยละกัน :P

 

 

I Knew I Loved You – Savage Garden (2000)

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่รู้จัก The Day You Went Away จะไม่รู้จักเพลงนี้ ถ้าไม่รู้จักต้องกลับไปพิจารณาใหม่นะว่าตัวเองเป็นขาเพลงสากลจริงๆหรือเปล่า (แรง..) เพราะสองเพลงนี้ในช่วงนั้นถือว่าดังมากๆในประเทศไทย

ซิงเกิ้ลนี้ถือว่าห่างจากซิงเกิ้ลแรกที่ทะลุที่ 1 บิลบอร์ดอย่าง Truly Madly Deeply ไปถึง 3 ปี แต่ก็ไม่ทำให้แฟนๆนั้นลดน้อยลงแต่เพียงใด แต่กลับมากเพิ่มขึ้นมหาศาล ด้วยน้ำเสียงอันเซ็กซี่ไม่เคยเปลี่ยนของนัักร้องนำ อีกทั้งยังสุดแสนจะเพราะ + เนื้อเพลงที่จะสุดแสนพิสดาร บรรยายถึงความรัก ที่เรารักคนที่เรายังไม่พบเจอกันมาก่อน (เว่อร์ไปมั้ย อันนี้ไม่รู้ บางคนอาจจะมีซิกส์เซนส์ก็เป็นได้…) ทำให้เพลงนี้อยู่ชาร์ตในอันดับถึง 4 สัปดาห์

 

 

Independent Woman Part I – Destiny’s Child (2000)

 

 

มากันต่อในปีเดียวกัน สาวๆแห่งวง Destiny’s Child ที่เริ่มโด่งดังในยุค 90 ปลายๆ กลับมาคราวนี้ในยุค 2000 ก็ปล่อยซิงเกิ้ลมาขโมยที่ 1 บิลบอร์ดซะเลย ตัวเพลงเป็นอาร์แอนด์บีตามยุคตามสมัย (แต่อีกไม่กี่ปีจากนั้นก็หมดยุคแล้ว) ก็ไม่มีอะไรเด่นมาก เว้นแต่เนื้อเพลงที่โดนใจสาวแกร่งทุกๆคน + อิทธิพลจากหนังชาร์ลี แองเจิ้ล ทำให้เพลงนี้ครองที่ 1 ถึง 11 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

Lady Marmalade – Christina Aguilera, Lil’ Kim, Mya, Pink (2001)

 

 

ข้ามมาอีกปีกันบ้าง ที่จริงแล้วเพลงนี้ไม่ใช่ต้นฉบับนะครับ ต้นฉบับต้องย้อนไปปี 1974 แต่อย่าได้ดูถูกต้นฉบับเลยทีเดียว เคยเหยียบที่ 1 บิลบอร์ดมาแล้วครับ แต่ดูท่าทางเวอร์ชั่นนี้จะมาแรงกว่าทุกเวอร์ชั่นเท่าที่เคยบันทึกมา

เพลงนี้ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มนักร้องดังแห่งยุคเลยก็ว่าได้ ซึ่งชื่อนักร้องอยู่ด้านบนแล้ว ถ้าจะให้ไล่เดี๋ยวยาวอีก 555  ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะกิจที่ยิ่งใหญ่ และเพอร์เฟคนับทศวรรษเลยก็ว่าได้  ด้วยตัวนักร้องอันโด่งดังและคับคั่ง + เสียงนักร้องที่ร้องได้ใจ แถมยังแข่งกันมันส์อีก + เนื้อเพลงที่ส่อเรื่องเพศแบบสุดๆ (เกี่ยวมั้ยเนี่ย 555 น่าจะเกี่ยวนะ) + อิทธิพลจากหนังเรื่อง Moulin Rouge! ทำให้เพลงนี้ทะยานที่ 1 ไปถึง 5 สัปดาห์

 

 

Fallin’ – Alicia Keys (2001)

 

 

มากันที่เพลงที่ขึ้นชาร์ตที่ 1  1 เดือนก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คนทั้งโลก (โดยเฉพาะคนอเมริกา) จะไม่เคยลืม  เพลงๆนี้ถือว่าเป็นซิงเกิ้ลแรกของนักร้องที่เพื่อนๆหลายคนน่าจะรู้จักนั่นก็คือ อลิเซีย คียส์ ถึงแม้จะเป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิต แต่ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ อย่างที่ไม่เคยเจอที่ไหน ทั้งคว้าที่ 1 บิลบอร์ดถึง 6 สัปดาห์ แถมเพลงนี้ยังทำให้เธอได้รางวัลแกรมมี่ถึง 3 รางวัลอีก

ด้วยเนื้อเพลงที่โดนใจหลายๆคน แต่ยังแฝงไปด้วยความบาดลึกของตัวเนื้อเพลง และเสียงร้องอันบาดลึก ฟังกี่ทีก็ขนลุก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แหกปากใช้พลังเสียงร้องเยอะๆก็ตาม (พิมพ์ไปฟังไปก็ขนลุกเหมือนกันนะเนี่ย 555) จึงทำให้เพลงนี้ไม่น่าแปลกที่จะประสบความสำเร็จล้นหลามขนาดนี้

 

 

Foolish – Ashanti (2002)

 

http://www.youtube.com/watch?v=gUPrnu3BEU8

 

ข้ามมาอีกปี 2002 ไม่มีเพลงอะไรน่าสนใจเท่าเพลงนี้อีกแล้ว ถือว่าถ้านึกถึง Ashanti ก็ต้องนึกถึงเพลงนี้เลย ตัวเพลงอาร์แอนด์บี ฟังสบายด้วยเสียงเปียโน และด้วยเสียงอันน่าฟังของแอชฮันติ แต่เนื้อเพลงเต็มไปด้วยความเศร้านะครับ 555 เพลงนี้โฉบที่ 1 ไปสบายๆ ถึง 10 สัปดาห์

 

 

Dilemma – Nelly Featuring Kelly Rowland (2002)

 

 

เพลงนี้เป็นเพลงร้องคู่แห่งทศวรรษเลยก็ว่าได้ ใครที่ยังเกิดทันในยุคนั้นน้อยคนจะไม่เคยฟัง เพราะในยุคดังนั้นมากๆ แต่ก็ส่อถึงสัญญาณอันตรายของวง Destiny’s Child ว่าเริ่มถึงยุคมืดของพวกเธอแล้ว เนื่องจากเพลงนี้ได้ Kelly ซึ่งเป็นสมาชิคในวง ออกมาร่วมฟีทเจอริ่ง ซึ่งหลังจากนั้นอีกปี Beyonce ก็แยกมาโซโลเดี่ยว ก่อนในปี 2005 ที่จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของวงที่ออกมา  ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลย 555 สรุปว่าเพลงเพราะ โดนใจคนส่วนมาก เลยคว้าที่ 1 ไปถึง 10 สัปดาห์ต่อจากเพลง Hot In There ของเจ้าตัว เท่าๆกับอดีตแฟนเก่าของเนลลี่พอดีเลย (คนข้างบนแหละ 555) อะไรจะบังเอิญประมาณนั้น (ไม่ได้ตั้งใจมาจับวางใกล้ๆจริงๆนะ เพิ่งนึกได้ว่าเคยเป็นแฟนกัน) สริรวมคนเดียวควบไปถึง 17 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

In Da Club – 50 Cent (2003)

 

 

มาต่อกันที่ปี 2003 ผลงานอินดาคลับ (อินเดอะคลับ) ของ 50 เซนท์ ได้โปรดิวเซอร์มือดี Dr.Dre จึงทำให้เพลงนี้ถูกใจขาโจ๋ ขาฮิป คว้าทั้งแกรมมี่ ทั้งบิลบอร์ด แถมยังอยู่ใน 1 ใน 500 เพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลที่จัดโดยนิตยสารโรลลิ่งสโตนอีกด้วย มันส์ได้ใจอย่างนี้ก็ต้องติดที่ 1 เดือน

 

 

Crazy In Love –  Beyoncé Featuring Jay-Z  (2003)

 

 

หลบหน่อยเจ้าแม่ (อาร์แอนด์บี) มา เพลงนี้แหละครับเป็นตัวที่ส่อให้เห็นสัญญาณอันตรายของวงอย่างที่กล่าวไว้แล้ว แต่ใครจะฉุดบียอนเซ่ได้ไงล่ะ คนกำลังดัง 555 เพลงนี้ได้แร็ปเปอร์มือดีอย่าง เจย์-ซี มาฟีทเจอริ่งด้วย (ไม่ใช่ฟีทเจอริ่งแบบนั้นนะ รู้ว่าพวกเขาบอกฟีทเจอริ่งแบบนั้นกันแล้ว แต่ในที่นี้หมายถึงร่วมร้องเพลงด้วย 555) ซึ่งตอนที่ซิงเกิ้ลออกมา ใครจะไปรู้ว่าสองคนจะแต่งงานกันได้ ช่างไม่เข้ากันเลย 555

ไม่ต้องกล่าวถึงลีลาของเธอเลย หลายๆคนคงทราบอยู่ว่าถึงพริกถึงขิงขนาดไหน แถมด้วยเป็นซิงเกิ้ลชูตราบียอนเซ๋ ที่เคยโด่งดังในนาม Destiny’s Child แถมพาผัว (ในอนาคต ณ ขณะนั้น) ที่มีภูมิความดังมาก่อนหน้าแล้วเช่นกัน มาร่วมร้อง จึงทำให้เพลงนี้จะเอาที่ 1 มากอดอย่างไม่แน่แปลกถึง 8 สัปดาห์ ต่อจากนั้นไม่นานยังเอา Baby Boy ไปกอดอีก 9 สัปดาห์อย่างชิลล์ๆ

 

 

My Boo – Usher & Alicia Keys (2004)

 

 

มากันต่อกับเพลงที่ร้องโดยเจ้าพ่อชาร์ตบิลบอร์ดแห่งยุค 2000 (เป็นผู้ชายที่ขึ้นที่ 1 ชาร์ตบิลบอร์ดมากครั้งที่สุดในยุคนั้น) และสาวเสียงดี ที่ร้องเพลง Fallin’ (คงไม่ลืมนะ 555) ถ้าลืมน่าดูเลย  มาคราวนี้ก็ต้องอาร์แอนด์บีเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ด้วยตัวนักร้องที่เป็นแม่เหล็ก พ่อเหล็ก + เป็นการร้องดูโอที่แสนจะเพราะ ฟังสบาย โดยใจประชาชน เลยเอาที่ 1 ไป 6 สัปดาห์

 

 

Drop It Like It’s Hot – Snoop Dogg Featuring Pharrel Williams (2004)

 

 

มาคั่นด้วยเพลงฮิปฮอปมันส์ๆเพลงสุดท้ายแล้ว เพลงนี้หลายคนอาจจะคุ้นๆ หรืออาจจะไม่รู้ชื่อเพลง เลยทึกทักเอาเองว่าชื่อเพลง “กระดกลิ้น” 555 เพราะว่าตัวดนตรีมีเสียงกระดกลิ้นด้วย เพลงนี้มีนักร้องฮิปฮอปรุ่นเก๋าอย่างลุงหมา (ดูชื่อลุงแกก็จะรู้เอง 555)  เอาล่ะด้วยความมันส์ของการแร็ป + ดนตรีและเอ็มวีที่นำสมัยอยู่พอตัว ทำให้ได้ที่ 1 3 สัปดาห์ไปอย่างไม่อยากเย็น

 

 

Hollaback Girl – Gwen Stefani (2005)

 

 

มาต่อกันที่ปีสุดท้าย และเพลงมันส์ๆเพลงสุดท้ายกันแล้ว เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงนึงที่รื้อฟื้นความทรงจำสมัยเด็กของจขบ.ได้ดีเลย หลายๆคนก็เช่นกัน ด้วยความที่เนื้อร้องสุดแสนจะจำง่าย แถมยังสอนภาษาอีก (สะกดคำว่ากล้วย 555) และด้วยจังหวะกลองที่มันส์สุดติ่ง และเนื้อเพลงถูกใจหลายคน + ทุนเดิมของน้าเกว็นที่เคยเป็นนักร้องนำวงมาก่อน ทำให้เพลงนี้ได้ที่ 1 ไปถึง 1 เดือนเต็มๆ

เพลงนี้จขบ.เคยแปลแล้วนะครับ (สมัยนั้นยังเรียบเรียงการแปลไม่ค่อยดีเลย ขี้เกียจแก้แล้ว 555)

 

https://superrush.wordpress.com/2011/08/31/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-hollaback-girl-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%A7/

 

 

We Belong Together – Mariah Carey (2005)

 

 

มาถึงเพลงสุดท้ายกันแล้ว *-* เพลงนี้เป็นเพลงเดียวในยุคนั้น ที่เธอสามารถเอาที่ 1 มาครองได้ (ล่าสุดก็ช่วง 90 อะครับ ขึ้นที่ 1 บ่อยเหลือเกิน) เพลงนี้เป็นเพลงอาร์แอนด์บีที่เพราะมากๆ เนื้อเพลงก็ตราตรึงใจ พระเอกก็หล๊อหล่อ (เวนท์เวิร์ด มิลเลอร์ หลายคนอาจจะรู้จักในซีซั่นสุดดังอย่างพริซั่น เบรค หรือไม่ก็หนังชือ่ดังอย่างเรสซิเดนท์อีวิลล์ 4) ซึ่งในช่วงนั้นพริซั่นเบรคกำลังออกซีซั่นแรกพอดี ก็ไม่ต้องบอกนะว่ามันส์ และดังขนาดไหน เพลงก็ฟังออกจะไฮซงไฮโซ แถมยังมาตามแบบฉบับของมารายห์ และเพลงยุค 90 ที่แหกปากตอนท้ายๆ อาจจะทำให้คนหลายคนหายคิดถึงกัน ด้วยประการฉะนี้ จึงทำให้เพลงนี้ขึ้นที่ 1 บิลบอร์ดไปอย่างยาวนานมากๆ (ตั้งแต่เพลงนี้ลงจากที่ 1 ก็ไม่มีเพลงใดขึ้นชาร์ตได้นานเท่านี้เลย) ถึง 14 สัปดาห์กันเลยทีเดียว

3rd week : รวมฮิตเพลง 90’s (1995 – 1999)

สวัสดีครับ หลงัจากหายไปรู้สึกจะเข้าสัปดาห์ที่ 2 ได้แล้วครับ เนื่องจาก จขบ. ไม่มีกะจิตกะใจมานั่งอัพบล็อคตัวเองสักเท่าไร (ก็คงเช่นเดียวกับใครหลายคน ที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ที่จะมานั่งอ่านเท่าไร) ต้องมานั่งระแวงน้ำ ว่าเมื่อไรมันจะมา แล้วมันจะท่วมมั้ย แต่ ณ วันนี้ จขบ.ขี้เกียจรอมันแล้ว รู้สึกว่ามันจะไม่มาด้วย (บ้าน จขบ. อยู่กทม.ชั้นใน) ก็เลยหาเวลาว่างมาอัพบล็อคต่อ แต่คราวนี้ขอแนะนำเป็นทีละเพลงดีกว่าครับ เป็นอัลบั้ม จขบ. ไม่ค่อยมีเวลามากพอมานั่งศึกษาสักเท่าไร ซึ่งเพลงทุกเพลง ที่นำมาแนะนำนั้น ล้วนแต่ติดที่ 1 ของชาร์ตบิลบอร์ดทั้งนั้น (ก็แสดงว่าดังจริงๆ)

 

One Sweet Day – Mariah Carey & Boyz II Mens (1995)

 

 

ประเดิมกันด้วยเพลงที่ได้เจ้าแม่บิลบอร์ด (มารายห์ แครี่ย์) ที่เพลงของเธอนัน้ขึ้นทะยานไปที่ 1 บิลบอร์ดชาร์ตไปไม่รู้กี่รอบ (น่าจะขึ้นที่ 1 มากที่สุดในบรรดานักร้องหญิงด้วย) และวงบอยแบนด์อย่าง บอยซ์ ทู เมนส์ ที่ไม่ต้องบอกเลยว่าปีก่อนหน้านั้น (1994) วงนี้ได้เขย่าวงการเพลงสากลเลยก็ว่าได้ โดยเพลงแรกที่ขึ้นมาที่ 1 ก็คือ I’ll Make Love To You แต่ก็ยังมีเพลง On Bended Knee รับช่วงที่ 1 ต่อ ปรากฎว่าแค่ 2 เพลง ทำให้วงนี้ติดที่ 1 บิลบอร์ดท็อป 100 ชาร์ต ไปถึง 5 เดือนติดต่อกันเลยทีเดียว มาร่วมร้องด้วยกัน

ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรให้มากมาย ก็คงพอจะทราบนะครับ ว่าความเพราะนั้นขนาดไหนกัน จขบ.อยากจะว่าโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะครับ ส่วนเอ็มวี ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรูปนักร้องร้องเพลงนี้ในห้องอัดนะครับ (ณ ตอนนี้ วีโว่เจ้าเดิมได้บล็อคเพลงนี้ไปแล้ว) ด้วยความเพราะจึงทำให้ดีกรีความดังของมารายห์ และหนุ่มบอยส์ ทู เมนส์ ดังขึ้นเป็นทวีคูณ ติดที่ 1 บิลบอร์ด ถึง 4 เดือนด้วยกัน

 

Because You Loved Me Ost.Up Close & Personal – Celine Dion (1996)

 

 

มาต่อกันที่ดีว่าเสียงดีอย่าง เซลีน ดีออน ที่ดังเป็นพลุแตกอย่างเพลง My Heart Will Go On แต่เพลงที่จะแนะนำเป็นเพลงก่อนหน้านั้นนะครับ แต่เพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงที่ดังของเธออีกเพลงนึงเลยทีเดียว เป็นเพลงที่สำหรับผมบอกว่าก็ไม่ได้แปลกอะไรมาก (เพราะจขบ.เป็นแฟนคลับของเซลีน ดีออน ซึ่งส่วนมากแกก็ร้องแต่เพลงแนวแบบนี้แหละ) แต่ด้วยเนื้อเพลง เสียง +ความอมตะ (คงจะได้อานิสงค์จะหนังด้วยแหละ) จึงทำให้เพลงนี้รับช่วงต่อจากเพลงวันสวีทเดย์ รับที่ 1 ไปนอนกอดอีก 6 สัปดาห์ (แต่ จขบ. ก็ยังอยากจะแนะนำเพลงนี้ครับ เพลงนี้ก็เพราะมากๆครับ)

 

Macarena [Bayside Boy Mix] Los Del Rio (1995)

 

 

เพลงช้ากันไปแล้ว มาเพลงเร็วกันบ้าง หลายคนอาจจะสงสัยว่าอีตาสองแก่นั่นมาจากไหน ไม่เห็นจะรู้จักเลย ซึ่งจขบ.ก็อยากจะบอกเหมือนกันว่า… ไม่ทราบเหมือนกัน 555 เพลงนี้ก็เป็นเพลงแดนซ์ในยุค 90 ทั่วไป ณ ปัจจุบัน ยังพอเอาไปเต้นมันๆได้อยู่ จุดเด่นของเพลงนี้ก็คือ มีเสียงผู้หญิงทั้งพูด ทั้งร้องด้วย ส่วนตาแก่สองคนเอาแต่ร้องตรงท่อนสร้อยเท่าันั้น 555 อย่างที่เห็นครับเพลงนี้อัดเมื่อปี 1995 แต่มาดังเมื่อปี 1996 (กรณีนี้อาจจะเห็นได้เมื่อไม่นานมานี้ครับ อย่าง Rolling In The Deep ของนักร้องเสียงดีอย่าง Adele ที่บันทึกเสียงเอาไว้เมือ่ปี 2010 แต่ดั๊นมาขึ้นที่หนึ่งได้เมือ่ปีนี้เอง) และที่สำคัญไอ้เพลงที่ขึ้นที่ 1 ดันเป็นเพลงรีมิกซ์ซะงั้น – – แต่อย่าได้ดูถูกเชียว ติดที่ 1 ยาวนานถึง 14 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

Un-Break My Heart – Toni Braxton (1996)

 

 

กลับเข้าสู่เพลงช้ากันอีกครั้ง เพลงนี้ถ้าใครอายุเกิน 25 ขึ้นไป ก็น่าจะพอรู้จักกับเพลงนี้นะครับ เพราะ จขบ. ได้ยินเพลงนี้ตั้งแต่ยังเด็ก บ่อยมาก.. เพลงนี้ก็คล้ายๆเพลง I Will Always Love You ของ Whitney Houston ประมาณว่าช่วงแรกๆก็ยังร้องธรรมดา แต่มาท่อนสุดท้ายแหกปากกันใหญ่ จึงทำให้เป็นเพลงตามที่ตลาดต้องการ แต่เพลงนี้ผมว่าฟังกี่ครั้งมันก็อมตะดี +กับเอ็มวีที่ออกจะติดเรทสักเล็กน้อย จึงทำให้ได้รางวัลขวัญใจมหาชน ติดที่ 1 ไปอีก 11 สัปดาห์

 

Wannabe – Spice Girls (1996)

 

 

กลับเข้าสู่เพลงจังหวะมันส์ๆกันอีกครั้ง มาคราวนี้เป็นตาของเกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก (วัดจากยอดขายอัลบั้มครับ) อย่างสไปซ์ เกิร์ลส ที่ถือว่าเป็นซิงเกิ้ลแรก ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ไปเขย่าถึงแผ่นดินอเมริกาเลยทีเดียว (นักร้องจากวงนี้ เป็นชาวอังกฤษเน้อ) ก็ถือว่าเพลงนี้ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับยุคนั้นมากนัก ผมว่าหาเพลงสไตล์แบบนี้ยากด้วย แต่จุดเด่นจริงๆก็คือ เวลาร้อง ที่สาวๆร้องว่า I wanna huh I wanna huh ซึ่งสังเกตุได้ว่ามีการกระชากเสียงขั้นรุนแรง เพิ่มความมันไปพอสมควร แต่ที่เด่นจริงๆ คือ… เม็ดนมในเอ็มวี คือแบบว่า – – ทำไมพวกเธอถึงไม่ยอมใส่ชุดชั้นในกัน 555 สรุปแล้วเพลงนี้รับช่วงต่อจากเพลงอันเบรคมายฮาร์ท ติดที่ 1 ไป 1 เดือนเต็มๆ (ผมว่ามันก็หรูแล้วสำหรับเพลงฝั่งเมืองผู้ดี)

 

Hypnotize– Notorious B.I.G. (1996)

 

 

ขอเสียงสาวกแร็ปเปอร์ รุ่นเก๋าหน่อยเร้ว… มาโยกย้ายส่ายสะโพกกับเพลงฮิปฮ็อปกันซักหน่อย กบันักร้องที่ดูชื่อก็ไม่ต้องบอกว่าไซส์ของเฮียแกนั้นใหญ่ขนาดไหน 5555 เพลงนี้ เป็นเพลงแร็ปที่ค่อนข้างมันเลยทีเดียว มีลิล คิม + พัฟ แด็ดดี้ มาร่วมร้องด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกว่ามันจะออกมาเจ๋งสักแค่ไหน แต่น่าเสียดาย เฮียวอลเลซ (ชื่อจริงๆของเขาอะนะ) ชื่นชมกับความประสบความสำเร็จของเพลงนี้ได้ไม่นาน เขาโดนฆาตกรรมเสียชีวิจ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1997 แต่เขายังทันเห็นผลงานของเขาขึ้นที่ 1 แค่ 4 วันเอง ToT ยังไงก็ช่วยดูเอ็มวีเฮียแกหน่อยนะ ลงทุนมากเอาเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ มาไล่เรือ + ขับรถหนีมอไซค์ถอยหลัง

 

Candle In The Wind – Sir Elton John (1997)

 

 

มากับเพลงที่ผมว่าเศร้าที่สุดในยุค 90 เลยก็ว่าได้ ฟังแล้วน้ำตาแทบจะไหล (รู้สึกเหมือนผูกพันธ์กับเจ้าหญิงไดอาน่ายังไงไม่รู้ สงสัยเพราะไปอ่านประวัติชีวิตของพระองค์ท่านมั้งครับ 555) ที่จริงแล้วเพลงนี้ไม่ใช่เวอร์ชั่นออริจินัลนะครับ ถ้าออริจินัล ต้องย้อนกลับไป 23 ปี (หรือ 37 ปีในปัจจุบัน) ซึ่งคนร้องก็คนเดิมครับท่านเซอร์ เอลตัน จอนห์ แต่ไม่ได้ร้องให้เจ้าหญิงไดอาน่านะครับ 555 ร้องให้ มาริลีน มอนโรล (ดาราสาวที่ จขบ. แอบชอบอยู่เหมือนกัน สวยมาก…) ที่ตายไปเมื่อ 12 ปีก่อนหน้านั้น (หรือ 49 ปีในปัจจุบัน) ซึ่งในเวอร์ชั่น 97 นั้น ท่านเซอร์แกได้ร้องแด่เจ้าหญิงไดอาน่า ที่ประสบอุบัติเหตุรถชน เนื่องจากหนีปาปารัสซี่ที่ตามทำข่าวของพระองค์ (จะให้เล่ายาวกว่านี้ก็ได้นะครับ แต่ว่านี่มันบล็อคแนะนำเพลงนะ -*-) สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ปี 1997 (จขบ.ไม่ต้องเปิดประัวัติของพระองค์ท่านดูเลย 5555)   เอาล่ะด้วยเป็นเพลงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ช็อคโลก จึงทำให้เพลงนี้ไ้ดรับอานิสงค์ ติดที่ 1 บิลบอร์ดถึง 14 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

Truly Madly Deeply – Savage Garden (1997)

 

 

เพลงนี้ เป็นเพลงแรกที่ทำให้ชาวออสเตรเลียช็อคถึงตามๆกัน นานๆทีกว่าจะมีเพลงของชาวออสซี่ติดที่ 1 กับเขาบ้าง (แทบจะไม่มีสักด้วยซ้ำ) แต่ถึงแม้เพลงนี้จะยันที่ 1 ไว้ได้แค่ 2 สัปดาห์ แต่เพลงนี้ยังวงเวียนอยู่ในท็อป 30 ในบิลบอร์ดชาร์ต เป็นเวลา 1 ปีติดต่อกัน แถมในปี 2002 ยังแอบเข้ามาในวนเวียนในชาร์ต(ไม่ใช่ชาร์ตท็อป 100 นะ)อีก นั่นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า 2 หนุ่มแห่งซาวาจ การ์เด้น เป็นวงดูโอชาวออสซี่ที่ประสบความ สำเร็จที่สุด ยังไงซะเพลงนี้เป็นเพลงที่ จขบ. ชอบมากที่สุดอีกเพลงนึง ทั้งน้ำเสียของดาร์เรนที่สุกจะเซ็กซี่ (ลองฟังเพลง Insatiable ครับ ถ้าเกิดไม่เชื่อว่าเสียงเฮียแกเซ็กซี่จริงๆ) +เนื้อเพลง แล้วมันรวมกันแบบเพอร์เฟคเลย แบบอินมาก เพราะมากๆ

 

My Heart Will Go On – Celine Dion (1997)

 

 

ไม่ต้องกล่าวอะไรมากนักสำหรับเพลงนี้ ขนาดเด็กวัย 10 ขวบยังรู้จักเพลงนี้เลย 555 ไม่ต้องบอกว่าดีกรีความดังสำหรับอดีตหนังที่ทำเงินมากที่สุดตลอดกาล (ตอนนี้ที่ 2) มักจะทำให้เพลงที่ประกอบดังพลอยดังไปด้วย แต่ก็ไม่ใช่ทุกเพลงเสมอไปนะ แต่เพลงนี้ จขบ. รับประกันว่าอมตะจริงๆ เซลีนทุ่มให้กับเพลงนี้สุดๆเลยนะ ผมว่า   แต่…. แต่ครับแต่ อย่านึกว่าจะครองที่ 1 ได้นานนะครับ ติดที่ 1 แค่สองสัปดาห์เอง

 

The Boy Is Mine – Brandy & Monica (1998)

 

 

มากันต่อที่เพลงนี้ เพลงนี้เป็นเพลงร้องประกบคู่กันของแบรนดี้ และโมนิก้า ที่สมัยตะก่อนก็ดังพอสมควร สมัยนี้ก็พอมีผลงานประปราย ไม่ได้ดังอะไรมากมาย เพลงนี้เป็น อาร์แอนด์บี ตามยุคธรรมดาๆเพลงนี้ แต่มันเด็ดที่เนื้อเพลงล่ะสิครับ มันมาก เนื้อเพลงเกี่ยวกับการแย่งผู้ชาย (ก็ไม่เชิง) ประมาณว่าผู้ชายคนนี้เป็นของฉันต่างหากย่ะ แต่ไม่ได้มีน้อยกว่านั้น แบบใช้วาจาฟาดฟันแบบถึงพริกถึงขิง เรยากับเด่นจันทร์ ยังต้องอาย (เวอร์ไปละ 555) ถือว่าเป็นการร้องคู่เฉพาะกิจที่ดังประสบความสำเร็จอย่างสูงเลยทีเดียว ติดที่ 1 ไป 13 สัปดาห์ด้วยกัน

 

…Baby One More Time – Britney Spears (1998)

 

 

มากันต่อกับผลงานของนักร้องสาวที่หลายๆคนคงรู้จักกันในนาม บริทนีย์ สเปียร์ส  แนวเพลงแบบนี้ จขบ. ว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แต่ช่วงแรกๆเจ้แกก็เล่นแนวแบบคล้ายๆกับเพลงนี้ตลอดเลย อย่างเพลง Oops!… I Did It Again ก็ใช่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เพลงนี้ถือว่าก็ฮิตติดปากได้ในระดับนึง ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรกับซิงเกิ้ลแรกในชีวิตของเธอ ติดที่ 1 ไป 2 สปัดาห์

 

No Scrubs – TLC (1999)

 

 

มากันต่อแบบน็อนสต็อป และมาแดนซ์กันต่อแบบน็อนสต็อปเช่นกัน เพลงนี้ก็จัดอยู่ในแนวอาร์แอนด์บี แต่ดนตรีอาจจะแหวกแนวบ้าง ถือว่าทำออกมาได้มันสมควร แต่จุดเด่นเอาจริงๆเลยก็คือท่อนแร็ป ผมว่าถ้าไม่มีเล็ฟท์ อายมาแร็ปให้เพลงนี้คงไม่ได้ดังมากเท่าไรหรอก แร็ปแบบได้สุดยอดมาก เอ็มวีนัน้ทำออกมาค่อนข้างลงทุนเหมือนกัน (สมัยประถม ดูเอ็มวีนึกว่าเอ็มวีออกเมื่อประมาณปี 2005 555) แต่ว่าทำออกมาคล้ายๆกับเอ็มวีที่ใช้งบประมาณในการสร้างสูงที่สุดอย่างเพลง Scream ที่เป็นเพลงจับประกบคู่ร้องโดยสองพี่น้องตระกูลแจ็คสัน Michael Jackson และ Janet Jackson เพลงนี้ติดที่ 1 ไปได้ 4 สัปดาห์

 

Livin’ La Vida Loca – Ricky Martin (1999)

 

 

มาแดนซ์กันต่อกันอีกเพลง และเป็นเพลงสุดท้ายที่จะมาแด็นซ์กัน มาคราวนี้มาแดนซ์แบบกระจาย กับเพลงมันแบบกระจุย ของริกกี้ มาร์ติน ซึ่งไม่ต้องกล่าวอะไรมาก ฟังแล้ว จขบ. อยากลุกขึ้นไปเต้น ดนตรีในเพลงนี้ได้กินอายแบบละติน + ดนตรียุคใหม่ ทำให้เพลงนี้เหมาะสำหรับไปแดนซ์ในคลับไม่น้อยหน้าแนวอิเล็คโทรนิคส์เลยทีเดียว จึงทำให้เพลงนี้ดังไปโดยปริยาย ติดที่ 1 ไป 5 สัปดาห์

 

 

Unpretty – TLC (1999)

 

 

มากันที่เพลงสุดท้ายแล้ว…. เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ จขบ. โปรดปรานมากที่สุดอีกเพลงนึง เพราะว่าค่อนข้างตรงกับตัวเองในระดับนึง (ไม่ได้ยอตัวเองนะ จริงๆ 555) ด้วยเนื้อเพลงนี้ เป็นเนื้อเพลงที่โดนใจใครๆหลายคน และไม่มีใครแต่งแนวนี้มาก่อน (เนื้อเพลงประมาณว่า แฟนเราอะ ไม่พอใจเราสิ่งทีเ่รามีอยู่ บอกให้เราไปลดน้ำหนัก ไปศัลยกรรมบ้างอะไรบ้าง ที่จริงภายนอกเราอาจจะดูโอเค มีความสุขในสายตาเธอนะ แต่รู้มั้ยข้างในฉันมันเศร้าแค่ไหน) + ดนตรีที่ออกแนวซอฟท์ร็อค ฟังสบายๆ แหวกแนวเล็กน้อย ทำให้เพลงนี้ทะยานครองที่ 1 บิลบอร์ดชาร์ตไปอีก 3 สัปดาห์