แปลเพลง : I Smile (Kirk Frankin)

สวัสดีชาวบล็อคทุกๆคน หลังจากที่ช่วงนี้หลายคนๆอาจจะกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมอยู่ หรือบางคนบ้านยังน้ำท่วมอยู่ จขบ.จึงขอแปลเพลงเพื่อให้กำลังใจแด่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งในภาคกลาง และภาคใต้ (ผมว่าคนเกิน 20 ล้านคนคงได้ผลกระทบแน่ๆไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม) ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจครับ สู้ๆ :) :))

 

 

เนื้อเพลงประมาณว่า “ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์แบบไหน ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ก็ขอให้ยิ้มเข้าไว้)

 

I dedicate this song to recession,
depression and unemployment.
This song’s for you.

ฉันอุทิศเพลงนี้แด่กับ ผู้ที่ประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

รายได้น้อยลง (depression มีความหมายเดียวกับ recession ในที่นี้จะลงซ้ำก็เกรงจะไม่สวยครับ) หรือตกงาน

เพลงนี้เหมาะสำหรับพวกคุณเลย

 

Today’s a new day, but there is no sunshine.
Nothing but clouds, and it’s dark in my heart
and it feels like a cold night.
Today’s a new day, but where are my blue skies.
Where is the love and the joy that you promised me
tell me it’s alright.

วันนี้เป็นวันใหม่ แต่ไฉนถึงไม่มีแสงแดดเลย

มีแต่ก้อนเมฆเต็มไปหมด และมันได้บดบังหัวใจของฉัน

และมันทำให้ฉันรู้สึกดั่งค่ำคืนอันหนาวเหน็บ

วันนี้เป็นวันใหม่ แต่ท้องฟ้าสีครามหายไปไหนล่ะ

ไหนความรัก และความสุขที่คุณนั้นได้สัญญากันฉััน

บอกกับฉันว่าไม่เป็นไร

 

(I’ll be honest with you)

(ฉันจะพูดความจริงกับคุณนะ)

 

I almost gave up, but a power that I can’t explain,
fell from heaven like a shower now.

ฉันเกือบจะยอมแพ้แล้ว แต่ไม่รู้มีพลังอะไรสักอย่างนึง

ตกลงมาจากสวรรค์ ลงมายังกะห่าฝน (จขบ. ไม่มีเจตนาหยาบนะ ไม่มีคำไหนเหมาะกับคำนี้แล้ว…)

 

(When I think how much better I’m gonna be when this is over)

(เมื่อมันจบลงแล้ว ฉันจะรู้สึกดีขึ้นมากเลยทีเดียว)

 

I smile, even though I hurt see I smile,
I know God is working so I smile,
Even though I’ve been here for a while (what d’you do?)
I smile(come on in) , smile..
It’s so hard to look up when you been down.
Sure would hate to see you give up now. (God’s people!)
You look so much better when you smile, so smile.

ฉันยิ้ม ถึงแม้ว่าฉันจะทุกข์ แต่ฉันก็ยังยิ้มได้

ฉันรู้ว่าพระเจ้าไม่ละทิ้งลูกหรอก ดังนั้นฉันจึงยิ้ม

แม้ว่าฉันยังจะต้องตกระกำลำบากอีกช่วงหนึ่ง (คุณจะทำยังไง)

ฉันก็จะยิ้ม (อีกรอบ) และยิ้ม

มันเป็นเรื่องยากนะ ที่จะให้มองโลกในแง่ดี ในขณะที่คุณยังทุกข์อยู่ (คนของพระเจ้า)

แต่ฉันรับรองเลยว่าฉันเกลียดมากที่จะเห็นคุณยอมแพ้ตอนนี้

คุณจะดูดีขึ้นกว่านี้เยอะมาก เมื่อคุณยิ้ม ดังนั้น ยิ้มซะ

 

(Now, every day ain’t gon’ be perfect
But it still don’t mean today don’t have purpose
Come on!)

(ตอนนี้ ทุกวันคงจะไม่ได้เพอร์เฟค

แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าวันนี้ เราจะไม่ได้สิ่งทีเ่ราต้องการ

มามะ)

 

Today’s a new day, but there is no sunshine.
Nothing but clouds, and it’s dark in my heart
and it feels like a cold night. (It ain’t easy, but…)
Today’s a new day, but tell me where are my blue skies, (Where is that love, ya’ll?)
where is the love and the joy that you promised me
tell me it’s – alright.

วันนี้เป็นวันใหม่ แต่ไฉนถึงไม่มีแสงแดดเลย

มีแต่ก้อนเมฆเต็มไปหมด และมันได้บดบังหัวใจของฉัน

และมันทำให้ฉันรู้สึกดั่งค่ำคืนอันหนาวเหน็บ (มันไม่ได้ง่าย แต่..)

วันนี้เป็นวันใหม่ แต่ท้องฟ้าสีครามหายไปไหนล่ะ (ความรักหายไปไหน..)

ไหนความรัก และความสุขที่คุณนั้นได้สัญญากันฉััน

บอกกับฉันว่าไม่เป็นไร

 

(the truth is)
I almost gave up, but a power that I can’t explain (The Holy Ghost power ya’ll)
fell from heaven like a shower now. (Now, I know we’ve been hurt, ya’ll… but still…)

(ความจริงคือ..)

ฉันเกือบจะยอมแพ้แล้ว แต่ไม่รู้มีพลังอะไรสักอย่างนึง (วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้มอบพลังให้แก่ทุกคน)

ตกลงมาจากสวรรค์ ลงมายังกะห่าฝน (ฉันรู้ว่าตอนนี้พวกเรากำลังทุกข์อยู่ แต่เรายัง…)

 

I smile(c’mon) , even though I’m hurt see I smile, (yea, I feel that)
I know God is working so I smile,
Even though I’ve been here for a while (Still…)
I smile (Hallelujah), smile.
It’s so hard to look up when you look down.
Sure would hate to see you give up now (cause, people…)
You look so much better when you smile. (let’s go)

ฉันยิ้ม (มามะ) ถึงแม้ว่าฉันจะทุกข์ แต่ฉันก็ยังยิ้มได้ (ใช่ ฉันรู้สึกทุกข์)

ฉันรู้ว่าพระเจ้าไม่ละทิ้งลูกหรอก ดังนั้นฉันจึงยิ้ม

แม้ว่าฉันยังจะต้องตกระกำลำบากอีกช่วงหนึ่ง (ก็จะ..)

ฉันก็จะยิ้ม (สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า) และยิ้ม

มันเป็นเรื่องยากนะ ที่จะให้มองโลกในแง่ดี ในขณะที่คุณยังทุกข์อยู่

แต่ฉันรับรองเลยว่าฉันเกลียดมากที่จะเห็นคุณยอมแพ้ตอนนี้ (เพราะผู้คน..)

คุณจะดูดีขึ้นกว่านี้เยอะมาก เมื่อคุณยิ้ม ดังนั้น ยิ้มซะ (ยิ้มกันเถอะ)

 

Smile.. for me
Can you just smile… for me. (whatever you’re in right now)
Smile.. for me (smile)
Can you just smile… for me. (And my people say)

ยิ้มให้ฉันหน่อยสิ

แค่ยิ้มนิดๆหน่อยๆ น้าา (ไม่ว่าคุณจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม)

ยิ้มให้ฉันหน่อยสิ (ยิ้ม)

แค่ยิ้มนิดๆหน่อยๆ น้าา (และผู้คนของฉันต่างพูดว่า)

 

ohohoh, you look so much better when you
ohohoh, you look so much better when you
ohohoh, you look so much better when you (I say)
ohohoh, you look so much better when you
(and while your waiting)
ohohoh, you look so much better when you
(and while your praying)
ohohoh, you look so much better when you
(look in the mirror)
ohohoh, you look so much better when you (Always remember)

ohohoh, you look so much better when you smile

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ (ฉันพูดว่า..)

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ

(ในขณะที่คุณกำลังรอความหวัง)

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ

(และในขณะที่คุณกำลังสวนมนต์ภาวนา)

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ

(ส่องกระจกสิ)

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนคุณ (จำเอาไว้เสมอนะ)

โอ้โอ่โอ คุณดูดีขึ้นเยอะตอนที่คุณยิ้มนี่แหละ :)

 

I almost gave up
(almost gave up)
But a power that I can’t explain
(But the Holy Ghost power ya’ll)
Fell from heaven like a shower now
(Came down from heaven and… hardships, difficulties)
Right now
(Tears, ++++… This is what I do)

ฉันเกือบจะยอมแพ้แล้ว

(เกือบจะยอมแพ้)

แต่ไม่รู้มีพลังอะไรสักอย่างนึง

(วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้มอบพลังให้แก่ทุกคน)

ตกลงมาจากสวรรค์ ลงมายังกะห่าฝน

(ตกลงมาจากสวรวงสวรรค์ และ.. ยามที่เราตกที่นั่งลำบาก)

ตอนนี้

(น้ำตา…. และนี่สิ่งที่ฉันจะทำ)

 

I smile
Even though I hurt, see? I smile
(but it feels good)
I know God is working so I smile
(all things are working)
Even though I’ve been here for a while
(still…)
I smile

ฉันยิ้ม

ถึงแม้ว่าฉันจะทุกข์ แต่ฉันก็ยังยิ้มได้

(แต่ฉันรู้สึกดี)

ฉันรู้ว่าพระเจ้าไม่ละทิ้งลูกหรอก ดังนั้นฉันจึงยิ้ม

(ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังทำงาน)

แม้ว่าฉันยังจะต้องตกระกำลำบากอีกช่วงหนึ่ง

(ก็จะ..)

ฉันก็จะยิ้ม

 

Smile…
(hallelujah!)
It’s so hard to look up when you’ve been down
(I know it’s hard right now)
Sure would hate to see you give up now
(because you’re a winner)
You look so much better when you smile
(you look better)
So smile.

และยิ้ม

(สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า)

มันเป็นเรื่องยากนะ ที่จะให้มองโลกในแง่ดี ในขณะที่คุณยังทุกข์อยู่

(ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก)

แต่ฉันรับรองเลยว่าฉันเกลียดมากที่จะเห็นคุณยอมแพ้ตอนนี้

(เพราะคุณคือผู้ชนะ)

คุณจะดูดีขึ้นกว่านี้เยอะมาก เมื่อคุณยิ้ม (คุณดูดีขึ้น)

ดังนั้น ยิ้มซะ

 
Oh oh oh (Dallas)
You look so much better when you…
Oh oh oh (New Orleans)
You look so much better when you…
Oh oh oh (C’mon, Cleveland)
You look so much better when you…
Oh oh oh (Detroit)
You look so much better when you…
Oh oh oh (Yea, Philly)
You look so much better when you…
Oh oh oh (Jersey)
You look so much better when you…
Oh oh oh (Huh, L.A.)
You look so much better when you…
Oh oh oh (All my people say…)
You look so much better when you smile

โอ้โอโอ่ (ดัลลาส) (ชื่อ**นามเฉพาะนะ**ที่จะกล่าวในวงเล็บเป็นชื่อเมืองทั้งหมดเลย)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอโอ่ (นิวออร์ลีนส์)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอโอ่ (คลีฟแลนด์.. มามะ)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอโอ่ (ดีทรอยต์)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอโอ่ (เย่ห์ ฟิลลี่)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอโอ่ (เจอซีย์)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอโอ่ (ห่ะ.. แอลเอ)

คุณดูดีขึ้นมากเมื่อตอน..

โอ้โอ่โอ (ทุกคนพูดว่า)

คุณดูดีขึ้นเยอะตอนที่คุณยิ้มนี่แหละ :)

 

See, I just don’t want you to be happy
‘Cause then you gotta have something happening
I want you to have joy
‘Cause can’t nobody take that from you
Ha, ha. I see you…
Smile!!

เห็นยัง ฉันไม่ได้ต้องการให้คุณมีความสุขหรอกนะ

เพราะยามใดที่เผชิญกับสิ่งต่างๆ

ฉันต้องการให้คุณมีความสุขกับมัน

เพราะไม่มีใครเอามันไปจะคุณหรอกนะ

ฮ่า ฮ่า ฉันเห็นคุณ

ยิ้ม :) :) :)

 

ยิ้มเข้าไว้ครับพี่น้องชาวไทย…

Review : Terminal 21 ศูนย์การค้าใหม่ ใจกลางกรุง

หลังจากที่ห่างหายจากการรีวิวไปนานนับแรมเดือน ในที่สุด จขบ. ก็ต้องมานั่งรีวิว (มันเป็นงาน ต้องส่งอ.) อีกสักผลงาน คราวนี้ไม่ใช่เกม แต่จะรีวิวศูนย์การค้า (เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว ตจว. ที่นานๆทีจะเข้ากรุงเทพสักครั้งนึง // สำหรับชาวกรุง จขบ.แนะนำให้ไปสักครั้งนึงก็ยังดีครับ ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง)

 

กล่าวถึงรายละเอียดของที่นี่สักเล็กน้อย เทอร์มินัล 21 นั้น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์ เป็นเจ้าของ โดยเป็นศูนย์การค้าจำนวน 9 ชั้น ขนาด 145,000 ตรม. คอนเซปต์ของที่นี่ก็คือ รวมโลกทั้งใบไว้ที่นี่ที่เดียว

 

ทำเล (10/10) – ไม่ต้องพูดถึงเลย เป็นศูนย์กลางค้าที่ได้เปรียบในเรื่องทำเลมาก (พอๆกับพารากอนเลย) ติดทั้ง บีทีเอส อโศก และรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสุขุมวิท ซึ่งก็ไม่ต้องกล่าวอีกเหมือนกันว่า แถวนั้นกำลังซื้อเยอะแค่ไหน มีทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งไทย และเทศ + พนักงานออฟฟิศ และยังมีขานักช็อปอีก ที่ตั้งก็อยู่ที่ สุขุมวิท 21 ติดๆกับแยก อโศก มนตรีเลย

 

 

ที่จริงแล้วข้างบนของเทอร์มินัล 21 เป็นโรงแรม และก็เซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ครับ จำนวน 42 ชั้น (จะไม่ลงละเอียดมาก เพราะไม่เีกี่ยวกัน) เลยแอบจิ๊กแผนที่มาหน่อย ยังไงซะมันก็ไปถึงเหมือนกัน

 

การตกแต่ง (10/10) – ไร้ที่ติครับ แถมยังเจ๋งกว่าศูนย์การค้าอื่นในเมืองไทยแน่นอน คารวะความคิดของผู้คิดจริงๆ การตกแต่งนั้นทุกชั้นจะไม่เหมือนกัน ตามแต่ว่าชั้นนั้นจะเป็นของประเทศใด ก็จะตกแต่งเลียนแบบสถาปัตยกรรมของประเทศ หรือเมืองนั้น รวมทั้งสิ่งสำคัญต่างๆ แบบที่ใครๆผ่านไปก็ต้องรู้ว่าเป็นของที่ไหน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาที่นี่มากมาย (ที่จริงมันก็ไม่ต่างจากที่อื่นมากเท่าไรหรอก ถ้านับเรื่องของที่ขายนะ)

 

 

บอกไว้ก่อนนะครับว่าภาพที่ได้มานั้น คนถ่ายไม่ใช่ผมครับ พอดีเห็นคนอื่นเขาถ่ายกันเยอะแยะ เลยขี้เกียจถ่าย 555 เครดิตขึ้นอยู่ที่รูปแล้วครับ ในโพสต์นี้จะลงรูปแค่บางส่วนนะครับ ใครอยากดูมากกว่านี้ไปตาม (ข้างในมีรูปที่ถ่ายจากห้องน้ำด้วย จขบ. รับรองว่าสวยมาก) ลิงค์นี้เลย http://www.oknation.net/blog/daytripbyjumbosun/2011/10/17/entry-1

 

ซึ่งจะมาเริ่มกันที่ชั้น LG เลย เป็นชั้นล่างสุดของที่นี่ครับ (ถ้าไม่นับลานจอดรถที่ลงไปอีก) แต่ก็ไม่ใช่ชั้นพื้นดินนะครับ ยังอยู่ในชั้นใต้ดิน ตีมของชั้นนี้ก็คือ แคริบเบียน

 

 

ขึ้นมาที่ชั้น G ชั้นนี้เป็นชั้นพื้นดินจริงๆแล้ว ตีมของชั้นนี้คือ กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลีครับ

 

 

ขึ้นมาที่ชั้น M ถ้าเกิดใครที่มาจากบีทีเอส หรือข้ามฝั่งมาขึ้นที่นี่ จะเจอชั้นนี้เป็นชั้นแรกครับ ตีมของชั้นนี้คือ กรุงปารีส

 

 

มากันต่อที่ชั้น 1 เป็นตีมของ กรุงโตเกียว

 

 

มากันที่ชั้นที่ 2 เป็นตีมของกรุงลอนดอน

 

 

ชั้น 3 เป็นตีมของเมืองอิสตันบูล ของตุรกีครับ

 

 

ชั้น 4 – 5 เป็นตีมของซานฟราซิสโกครับ ชั้น 4 เป็นในตัวเมือง ส่วนชั้น 5 เป็นส่วนท่าเรือ

 

 

ชั้น 6 เป็นส่วนของโรงภาพยนตร์ เอสเอฟซี ครับ + ส่วนไอที และก็ร้านกาแฟนิดๆหน่อยๆครับ ได้ตีมของ ฮอลลีวูด

 

เอาไปชมกันแบบหอมปากหอมคอ คงอยากไปสิท่า 555

 

ร้านค้า (6/10) – ถึงแม้ว่าที่นี่ออกจะดูเลิศเลอเพอร์เฟคไปสักทุกอย่าง แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีครบครันเสมอไป เนื่องจากที่นี่ยังมีขนาดเล็กกว่าพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ อยู่มาก(ๆ) (140,000 ตรม. กับ 5 แสน ตรม. หลายเท่าตัวเลยนะ) ถ้าหักออกเหลือแค่ร้านเช่าพื้นที่มีเพียงแค่ 55,000 ตรม. เท่านั้น (แต่ก็อัดได้เข้าไปหลายร้านเลยทีเดียว) ส่วนมากที่นี่จะเน้นไปที่ร้านอาหาร + ร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์เนม  และร้านเช่าโนเนม (พวกโนเนมส่วนมากจะขายแต่ของผู้หญิง) อย่างร้านขายเครื่องเขียนก็ไม่มี ร้านขายไอทีโดยเฉพาะ (แบบพวกขายทีวีอะไรพวกเนี้ย) ไม่มี (มีแต่บานาน่า ไอที ที่ขายแต่อุปกรณ์คอม และก็ร้านเช่า ขายพวกมือถือ พวกคอมอยู่ตรงชั้น 6) Gourmet Market ก็เล็กสุดๆ (แบบไปซื้อของก็ไม่ค่อยมีครบ แถมไม่มีที่จะให้เดินอีก) เล็กกว่า โฮมเฟรซมาร์ท อีก

 

ความสะดวกสบาย (6/10) – ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียดี สำหรับการตกแต่งของที่นี่ ที่ทำให้ลูกค้าทั้งไทย และเทศ ต่างแห่กันมาที่นี่นอกจากจะช็อปแล้ว ก็มาถ่ายรูปด้วย ซึ่ง จขบ. อยากจะบอกว่า “คนก็เยอะแทบจะไม่มีที่ให้เดินด้วย (เข้าใจสภาพลูกค้าประมาณหลักหมื่น + ห้างก็ไม่ค่อยใหญ่เท่าไร) แถมยังจะมีคนจอดถ่ายรูปอีก บางทีเดินไป ไปบังหน้ากล้องเขาแบบไม่รู้ตัว ต้องก้มรีบวิ่งผ่านไปก่อน บางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลัง จขบ. ไม่แนะนำให้ไปที่นี่โดยเด็ดขาด เดี๋ยวอาการจะหนักขึ้นกว่านี้อีก 555” (สภาพยิ่งกว่าพารากอนอีก) เรื่องห้องน้ำถือว่าทันสมัยไฮโซมาก เป็นชักโครกแบบไฟฟ้า (จขบ.เรียกไม่ถูก ที่บ้านไม่มี 555) แต่ถือว่ามันก็เป็นข้อเสียนะ บางคนเข้าไปนาน (โดยเฉพาะผู้หญิง) ไม่ใช่ทำธุระนานหรอกนะ แต่เป็นเพราะกดชักโครกเล่น ไม่ก็กดไม่เป็น 555 บันไดเลื่อนกับลิฟต์ ถือว่าพอเพียงครับ มีแบ่งถึง 2 โซนด้วยกันเลย แถมยังมีบันไดเลื่อนลัดจากชั้น M ไปยังชั้น 3 อีกด้วย (น่าจะเป็นบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วยมั้ง) เครื่องปรับอากาศก็กำลังดีเลยครับ

 

 

การบริการ (10/10) – โดนใจ จขบ. ไปเต็มๆครับ ตอนแรกเดินเข้าไป นึกว่ายามจะนิ่งๆไม่ทักทายอะไร ปรากฎว่ายามเขายกมือทักทายด้วย (แบบที่ตำรวจ ทหาร ลูกเสือ เขาทำกันอะ แต่จำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าอะไร) พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือแม้แต่อินฟอร์เมชั่น ก็มีอย่างทั่วถึงครับ ที่นี่มีระบบจอทัชสกรีนค้นหาร้าน และก็ดูแผนผังของแต่ละชั้นได้ด้วย

 

ราคา (7/10) – เนื่องจากราคาค่าเช่าที่นี่แพงสุดตรีน (ขออนุญาตด่าเหอะ) พอดี จขบ. ไปถามเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าแห่งนึง ขนาดร้านรู้สึกจะประมาณ 6 – 8 ตรม. เขาบอกว่าค่าเช่าเดือนนึงตกอยู่ที่ 45,000 บาท (พระเจ้าช่วยร้านนิดเดียว ค่าที่สุดๆ) แต่เขาบอกว่าล็อคนี่แพงสุด(ถ้าเทียบกับพื้นที่ขนาดเดียวกันนะ) ในที่นี่แล้ว เขาบอกว่าได้ล็อคติดบีทีเอส (ไม่ทราบว่ามันติดตรงไหน คือว่ามันอยู่ชั้น 1 แต่ว่าบีทีเอสอยู่ชั้น M) แต่ก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง คือว่าขึ้นมาจากชั้น M ก็มาเจอล็อคนี้เลย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ จขบ. คิดว่าราคาเสื้อผ้าต่างๆ ในร้านเช่า (ไม่ใช่พวกแบรนด์เนม ร้านใหญ่ๆนะ) ส่วนมากมักจะ +ราคาค่าที่ไปอย่างสูงมากเลยทีเดียว อย่างเสื้อธรรมดาๆตัวนึง จขบ.ไปเห็นร้านนึง 1,300 บาท (โอ้แม่เจ้า) ถึงแม้ราคาอาจจะแพงกว่าพวกแพลทินัม หรือศูนย์การค้าแถวๆประตูน้ำก็ตาม แต่ผมว่าที่เทอร์มินัล เสื้อผ้า +การตกแต่งร้าน นี่อีกเกรดเลยครับ ที่นี่เหนือกว่าเยอะ คือทุกร้านแต่งแบบไม่น้อยหน้าเลย สวยงามทั้งนั้น

 

ความประทับใจ (4/10) – เนื่องจากอาจจะเป็นห้างที่เปิดใหม่ จึงทำให้คะแนนในด้านความสะดวกสบายโดนหักไปเยอะเหมือน (จขบ. คาดว่า ถ้าเกิดกลับสู่สภาพปกติลูกค้าคงลดจากวันนี้ไป 20 – 30 เปอร์เซนต์) แต่ยังไงซะ จขบ. ก็รีวิวแบบ ณ วันนี้เลย (ให้คะแนนแบบไม่สนใจอนาคต กะไม่ถูก) คือว่าตอนแรกๆไปแล้วค่อนข้างอารมณ์เสีย คนเยอะมากๆๆๆ จะหาที่นั่งกินกาแฟ ปรากฎว่าส่วนมากก็เต็มหมดแล้ว กว่าจะหาที่นั่งได้ก็ล่อไป ชม. กว่า อีกอย่างผมก็ไม่ค่อยสนใจการตกแต่งอะไรเท่าไรหรอก ถ้าเกิดเทียบเรื่องอื่นๆแล้ว เทียบไม่ไ้ด้กับพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์เลยครับ

 

สรุป (7.5/10) – ก็เป็นศูนย์การค้าที่ดีอีกแห่งนึง ถือว่า”กล้ามาก”ที่มาตั้งอยู่แถวนี้ ทั้งๆที่แถวนั้นร้านขายก็มีเยอะแยะ ศูนย์การค้าก็มีเยอะแยะ อย่าพวกชิดลม ราชประสงค์ใกล้ๆก็อินเตอร์เชนจ์ แต่การตลาดของที่นี่ดีจริงๆครับ เหมือนเอาทั้งโลกมารวมไว้ที่นี่ที่เดียวจริง (แค่การตกแต่งนะ) ถ้าเกิดใครที่อยากหาที่ช็อปแบบที่ดีๆ ไม่เอาร้านเช่าที่่ขายเสื้อผ้า และไม่อยากจะไปถ่ายรูป จขบ.แนะนำอย่างแรงกล้าไปเดินพารากอน แถบๆนั้นจะดีกว่าครับ แต่ถ้าเกิดใครที่เบื่อๆพารากอน อยากหาอะไรใหม่ จขบ.ก็แนะนำอย่างแรงกล้าให้มาที่นี่เหมือนกัน เพราะที่นี่ก็มีร้านใหม่ๆมาลงเยอะเหมือนกัน

 

ส่วนพวกนักท่องเที่ยว ตจว. ที่นานๆที่มาครั้งนึง และมีเวลาจำกัด และตั้งแต่ที่มากรุงเทพยังไม่เคยช็อปที่ไหนเลย แนะนำ (ถ้าเกิดไม่อยากถ่ายรูปไปโชว์เพื่อนๆนะ) ไปเดินแถบราชประสงค์จะดีกว่าเยอะเลยครับ ไม่ต้องไปเสียเวลากับที่นี่หรอก

 

และสุดท้าย ไม่รู้ว่าผมได้ยินจากไหนนะว่าที่นี่จะไปตีตลาดแข่งกับพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ ผมบอกตรงๆว่ายากมากๆครับ พื้นที่จัดงานอีเวนท์ยังไม่มีให้จัดเลย ถ้าเกิดจัดงานอีเวนท์เล็กๆพอทำได้ เพราะยังมีลานโล่งๆ (ที่ไม่ใหญ่สักเท่าไร) มีอยู่    ขนาดที่นี่ก็ไม่ใหญ่มาก ของก็มีไม่ครบครัน แต่ถ้าเกิดนับขนาดแล้วถือว่าได้แค่นี้ก็หรูแล้วครับ มีพื้นที่แค่ 9 ไร่เอง ที่นี่มันก็เป็นเซ็นทรัลเวิลด์ขนาดย่อม ที่มีร้านเช่าเยอะเท่านั้น

แปลเพลง : Cosmic Love (Florence + The Machine)

หลังจากเพลงที่แล้วแปลไปมันค่อนข้างง่าย วันนี้ จขบ. เลยมาแปลอีกเพลงนึง เพลงนี้ถือว่าค่อนข้างยากครับ ต้องตีความความหมายด้วย แต่ก็ยังง่ายกว่า Rehab หลายขุมครับ 555 เพลงนั้นโหดขั้นเทพจริงๆ

 

วงนี้ คนไทยหลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักกันสักเท่าไร + ยังเป็นวงที่ค่อนข้างใหม่ด้วย (ถ้านับตั้งแต่ความดังของวงนี้แผ่ไปถึงอเมริกา) ก็ขอเท้าความกับสักเล็กน้อย Florence + The Machine หรือ Florence And The Machine เป็นวงที่ก่อตั้งเมือ่ปี 2007 โดยมีนักร้องนำชื่อ Florence ซึ่งวงนี้เป็นวงจากเมืองผู้ดี ซิงเกิ้ลที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอเลยก็คือเพลง Dog Days Are Over ซึ่งดูเหมือนว่าตอนแรกที่ออกมา (2008) จะออกมาไม่ค่อยดังเพียงไรนัก แต่เมื่อโฆษณาสื่อบันเทิงต่างๆเริ่มนำไปเผยแพร่ ความดังของเพลงนี้ก็เิริ่มกระจายไปทั่วเกาะอังกฤษ ซึ่งในปี 2010 ก็ได้มีการสร้างเอ็มวีออกมาใหม่ ปรากฎว่าความดังของเพลงนี้แผ่ข้ามทวีปไปยังอเมริกา ติดอันดับสูงสุดของบิลบอร์ดท็อป 100 ไปอันดับที่ 21 ซึ่งอีกประการที่ทำให้เพลงนี้ติดอันดับที่ 21 + ยอดดาวน์โหลดเพลงนี้เพิ่มขึ้นถึง 257% เป็นเพราะเพลงนี้ได้รับเข้าชิงรางวัลจากเอ็มทีวี + วงนี้ก็ยังแสดงโชว์ในงานนั้นอีกด้วย

 

 

*****************************ขออนุญาตหลายดอกจันเลยครับ ตรงนี้สำคัญมาก คือตรงนี้จะตีความเลยว่าเนือ้เพลงทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร ไม่อยากไปนั่งตีความที่ละประโยคข้างล่าง ที่จริงแล้วเนื้อเพลงนี้ไม่ได้แปลแบบตรงๆแบบนี้นะครับ ถ้าเกิดลองวิเคราะห์ซะนิดก็จะรู้ ///เนื้อเพลงประมาณว่า”ฉันได้ตกหลุมรักเธอ ฉันอะเปลี่ยนความรักที่มีตอนนี้เหมือนกับความมืด เพราะฉันคิดว่าฉันคงไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเธอ ฉันเลยทำแผนที่ (หาวิธีเลิกกับเธอ) เพื่อหาทางออก แต่ปรากฎว่าฉันคิดผิด เธอก็คิดแบบเดียวกันกับฉันนี่หน่า ฉันเลยจะอยู่ในความมืดกับเธอ (ก็คบกันต่อ) ต่อไป”

 

A fallen star,
Fell from your heart,
And landed in my eyes,

ดาวที่ตกไป

มันตกจากใจของเธอ

และตกลงในดวงตาของฉัน

 

I screamed aloud,
As it tore through them,
And now it’s left me blind,

ฉันกรีดร้องอย่างดัง

ราวกับมันได้ตกทะลุถึงดวงตาทั้งสองข้าง

และตอนนี้มันทำให้ฉันมองไม่เห็นแล้ว

 

The stars, the moon,
They have all been blown out,
You left me in the dark,

ดวงดาว ดวงจันทร์

นั้นโดนพัดหายไปหมดแล้ว

เธอทิ้งฉันไว้ในความมืด

 

No dawn, no day,
I’m always in this twilight,
In the shadow of your heart,

ไม่มีรุ่งอรุณ ไม่มีกลางวัน

ฉันนั้นอยู่แต่ในช่วงพลบค่ำ

ในเงาดำของหัวใจเธอ

 

And in the dark,
I can hear your heartbeat, I try to find the sound,
But then it stopped,
And I was in the darkness,
So darkness I became,

และในความมืด

ฉันได้ยินเสียงหัวใจของเธอ ฉันเลยพยายามตามเสียงไป

แต่ฉันก็ต้องหยุด

และฉันอยู่ในความมืด

และในความมืดนั้น ฉันกลายเป็น…

 

The stars, the moon,
They have all been blown out,
You left me in the dark,

 

No dawn, No day,
I’m always in this twlight,
In the shadow of your heart,

Ooooh (x8)

 

I took the stars from my eyes,
And then I made a map,
I knew that some how,
I could find my way back,

ฉันเก็บภาพดวงดาว จากตาของฉัน (ดู แล้วก็จำนั่นเอง)

และฉันก็สร้างแผนที่

ฉันรู้ว่ามันต้องมีวิธี

ที่ทำให้ฉันหาทางกลับได้

 

Then I heard your heart beating, you were in the darkness too,
So I stayed in the darkness with you,

แล้วจากนั้นฉันได้ยินเสียงหัวใจของเธอ เธอก็อยู่ในความมืดด้วย

ฉันเลยตัดสินใจอยู่ในความมืดกับเธอ

 

The stars, the moon,
They have all been blown out,
You left me in the dark,

No dawn, no day,
I’m always in the twilight,
In the shadow of your heart,

The stars, the moon,
They have all been blown out,
You left me in the dark, (you left me in the dark)

No dawn, no day,
I’m always in this twlight,
In the shadow of your heart,