แปลเพลง – London Bridge (Fergie)

หลังจากที่หายไหน้าหายตาไปเกือบ 2 สัปดาห์ วันนี้เลยมีโอกาสได้มาอัพต่อแล้ว 555 หลังจากช่วงที่ผ่านมามรสุมงานรุมเข้าใส่ งานเงอน(ไม่ใช่เงินนะ 55)กองเต็มไปหมด 555 วันนี้เลยขอแก้แค้นด้วยการแปลเพลงแบบโหด (ในที่นี้หมายถึงศัพท์แสลงเยอะมาก) ตอนสมัยเด็กๆ เพลงออกมาใหม่ ก็นึกว่าเพลงลอนดอนบริดจ์จะมีเนื้อเพลงเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอังกฤษ 5555 แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะ โอ้…ชิท ทำมายย.. -.- มาถึง ณ วันนี้ก็เข้าใจแล้วครับ แต่ความหมายมัน… -0- // ก่อนที่จะไปดูกัน จขบ.ก็ไม่ได้เก่งเลิศเลออะไรหรอกนะครับ ถือว่าเป็นโจทย์หนักมากตั้งแต่ฮอลล่าแบ็คเกิรล์แล้ว ยังไงความหมายที่แปลอาจจะผิดไปเลยก็ได้


เนื้อเพลงโดยรวมหมายถึงเธอก็แค่อยากสนุกกับผู้ชาย แต่ก็ยังรำคาญพวกปาปารัสซี่ที่คอยมาทำลายความสุขของเธอ

Oh shit, oh shit, oh shit.
Are you ready for this?
Oh, shit!
Oh!

(ในที่นี้คำว่า Oh shit ไม่ได้หมายถึงอะไรที่เป็นไปแนวทางด่าคนแต่อย่างใด เพียงแต่บอกว่า..) นั่นไงเฟอร์กี้มาแว้ว… (แต่ก็น่าจะเป็นแบบฉบับหยายคาย)

เธอพร้อมหรือยัง

นั่นไงเฟอร์กี้มาแล้ว

โอ้…

It’s me
Fergie
The pimp
Polow!
Fergie Ferg, what’s up baby?!

ฉันไง

เฟอร์กี้

และเพลงนี้โปรดิวซ์โดย (ที่จริง The pimp คือ ผู้ชายที่มีหญิงเยอะนะ ส่วนเหตุผลที่ไม่ใช่นั้นรอดูบรรทัดต่อไป)

Polow Da Don (Polow ในที่นี้หมายถึง Polow Da Don ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์เพลงนี้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม The pimp ไม่แปลเป็นชายที่มีหญิงเยอะ)

ฉันชื่อเฟอร์กี้ไง (เฟอร์กี้ เฟิร์ก อะไรนั่นแปลมั่วลูกเดียว 555) เกิดอะไรขึ้นหรอจ๊ะที่รัก

When I come to the clubs, step aside (Oh, shit)
Pop the seas, don’t be hating me in the line (Oh, shit)
V.I.P ’cause you know I gotta shine (Oh, shit)
I’m Fergie Ferg
And me love you long time (Oh shit)

เมื่อฉันมาที่คลับ ฉันก็เดินเข้าไปข้างใน (แปลกๆนะประโยคนี้ หรือว่าเราแปลผิดหว่า 555)

ออกห่างจากฉันไปซะ อย่าให้ต้องรอต่อแถวเพื่อเข้าคลับนะยะ

ฉันเป็นพวกมีสิทธิพิเศษนะคะ เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันสามารถทำให้คนมาสนใจฉันได้ (shine –  เปล่งประกาย เหมือนมีน้ำแร่ (ออร่า) แป๊กว่ะ 555 เพราะฉะนั้นมันก็สามารถดึงดูดคน หรือทำให้คนสนใจได้)

ก็บอกแล้วว่าฉันอะคือเฟอร์กี้ เฟิร์ก

และฉันจะรักเธอตราบนานเท่านาน

All my girls get down on the floor (Oh, shit)
Back to back drop it down real low (Oh, shit)
I’m such a lady but I’m dancing like a ho (Oh, shit)
’cause you know I don’t give a fuck so here we go! (Oh shit)

สาวๆทั้งหลายไปแดนซ์กระจายบนฟลอร์เลย

ยืนหันหลังชนกัน และก็เวลาเต้นส่ายบั้นท้ายลงไปด้วยนะ (แปลจากจินตนาการล้วนๆ)

ฉันก็เป็นกุลสตรีนะยะ เพียงแต่ฉันเต้นเหมือนจ๊ะ คันหูเท่านั้น (หาา.. 5555 ถึงแม้ดูเหมือนจะเอาฮา แต่ความหมายก็ใกล้เคียงกันครับ เพื่อความเข้าใจแบบง่ายขึ้น)

แต่ยังไงฉันก็ 2ne1 (I don’t care แป๊กอีกละเรา..) ดังนั้นฉันก็จะเต้นต่อไป..

How come every time you come around
My London London Bridge wanna go down
Like London London London wanna go down
Like London London London be going down like

ทำไมทุกๆครั้งที่เธออยู่ใกล้ๆฉัน

ฉันรู้สึกเหมือนกำลังมีเซ็กส์กับเธออยู่เลย (หา..ได้อีกแล้ว อ่านไม่ผิดหรอกครับ London bridge ในที่นี้ ย้ำนะครับในที่นี้หมายถึง ปั่มปั๊มกัน ไม่ได้หมายถึงสะพานที่อยู่ในกรุงลอนดอน ซึ่งเหมือนประมาณว่าไปเที่ยวที่ไหนแล้วถ้าได้ปั๊มกับสาวๆหรือหนุ่มๆในประเทศนั้น ถือว่ามีชัย – เครดิตจากกูเกิล – ซึ่งสามารถใช้ได้หลายคำมาก -0- อย่าง Eifel Tower อะไรอย่างเนี้ย อะไรก็ได้ที่มันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือเมืองนั้นๆ)

เหมือนกำลังมีเซ็กส์กับเธออยู่เลย (wanna go down อะไรที่มันโกดาวน์ๆ สันนิษฐานก่อนเลยว่าอาจหมายถึงการทำออรัลเซ็กส์ อึ่ยย.. 555 เพราะผมเห็นในเนื้อเพลงหลายเพลงแล้วครับ แต่ในที่นี้ขอรวบยอดเป็นแฮฟอะเซ็กส์ก็แล้วกันนะ)

เหมือนกำลังเซ็กส์กับเธออยู่เลย

How come every time you come around
My London London Bridge wanna go down
Like London London London wanna go down
Like London London London be going down like

The drinks start pouring
And my speech start slurring
Everybody start looking real good (Oh, shit)

เหล้ากำลังเริ่มรินใส่แก้ว

และฉันก็เริ่มพูดจาวกไปวนมา (เพราะความเมาจากการดื่มเหล้า)

และฉันเริ่มมองทุกๆคนเป็นคนดูดีซะงั้นแล้ว

The Grey Goose got your girl feeling loose
Now I’m wishing that I didn’t wear these shoes (I hate heels)
It’s like every time I get up on the dude
Paparazzi put my business in the news
And I’m like get up out my face (oh, shit)
‘fore I turn around and spray your ass with mace (oh, shit)
My lips make you wanna have a taste (oh, shit)
You got that? I got the bass (Uh)

อ้าการได้ดื่มเกรย์กูส (เป็นยี่ห้อของวอคก้าครับ ซึ่งไอ้เหล้าข้างบนหมายถึงเกรย์กูสแหละครับ) มันทำให้ฉันผ่อนคลายเจงงๆ..

และตอนนี้ฉันหัวงว่าฉันไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูบ้าบอคอแตกนั่น

เมื่อฉันมีอะไรกับผู้ชายทุกที

จะต้องมีปาปารัสซี่เอารูปฉันไปลงข่าว

และฉันได้บอกพวกมันว่า “ออกไปห่างๆจากตรีนฉันซะ

ก่อนที่ฉันก็จะจัดการลงไม้ลงมือกับเธอนะยะ”

ริมฝีปากอัีันเอิ่มอิ่มของฉันคงทำให้เธออยากสัมผัสล่ะสินะ

คุณเข้าใจมันยัง ฉันได้เบสในเพลงนี้มาแล้ว (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

How come every time you come around
My London London Bridge wanna go down
Like London London London wanna go down
Like London London London be going down like

Ah, da, da, da, da, doo, doo, doo, doo
Me like a bullet type, you know they comin’ right
Fergie love em’ long time
My girls support right?

Ah, da, da, da, da, doo, doo, doo, doo
Doo, doo, doo, doo
Ah, da, da, da, da, doo, doo, doo, doo

ฉันนั้นรวดเร็วดั่งกระสุนปืน เธอก็รู้ว่าพวกเขามาใช่มั้ย (น่าจะประมาณว่าหลังจากที่เธอโดนปาปารัสซี่ถ่ายรูป เธอจะไปอย่างรวดเร็ว)

เฟอร์กี้รักทุกๆคนนะคะ

พวกเธอคงสนับสนุนฉันใช่ม้ายยย (น่าจะประมาณว่าสนับสนุนซื้ออัลบั้มของเฟอร์กี้)

Me like a bullet type, you know they comin’ right
Fergie love em’ long time
My girls support right?

Another A.T.O.
Cali collabo
Fergie and Polow

A.T.O. ย่อมาจาก “Analogous Term Overstated.” คือ ช่วงเวลาที่คล้ายกันที่กล่าวเกินจริง (หาแบบไก่ตาแตกก็เจอแค่เว็บเดียว ซึ่งมาเจอศัพท์อันสูงส่ง เรียบเรียงไม่ค่อยถูกแล้ว ฮือๆ) สรุปก็คือ มีคนที่พูดเกินจริงอีกแล้วหรอ

Cali collabo (ขอบ่นเถอะมันจะเอาศัพท์ยากๆลงมาหาพระแสงหรือไง ยากชีบบบ) ย่อมาจาก California Collaboration หมายถึง การร่วมมือกันของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งแปลว่าการยอมรับข้อตกลงที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ ย้ำแต่ ในเพลงนี้ไม่ใช่ความหมายนั้น -0- ศัพท์จะโหดไปถึงไหนเพ่ จากที่ค้นหาแบบไก่ตาแตกแล้ว สรุปว่าทั้งโลกมีอยู่เว็บเดียวที่กล่าวถึงคำนี้ ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเป็นคนโพสต์ ว่า Cali collabo เป็นการดูถูกเสียดสีการที่อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ได้ขึ้นรับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เขาเคยดูถูกศักดิ์ศรีผู้หญิงมาก่อน สรุปแล้ว ว่าอาร์โนลด์ถูกคนเสียดสี

อย่าลืมนะว่าเฟอร์กี้คนร้อง และโพโลว เป็นโปรดิวเซอร์

When I come to the clubs, step aside (Oh, shit)
Pop the seats, don’t be hating me in the line (Oh, shit)
V.I.P because you know I gotta shine (Oh, shit)
I’m Fergie Ferg
And me love you long time (Oh, shit)

All my girls get down on the floor (Oh, shit)
Back to back drop it down real low (Oh, shit)
I’m such a lady but I’m dancing like a ho (Oh, shit)
’cause you know I don’t give a fuck so here we go! (Oh, shit)

How come every time you come around
My London London Bridge wanna go down
Like London London London wanna go down
Like London London London be going down like
How come every time you come around
My London London Bridge wanna go down
Like London London London wanna go down
Like London London London be going down like

Shittin’ all over the world
Fuck you bitches!

มาสนุกกันทั่วโลกเร็ว

ไปตายซะพวกไม่ชอบ (555 แอบสะใจเล็กน้อย)

จบแล้ว จบสักที กว่าจะอัพจบได้ใช้เวลาในการหาข้อมูลเกือบ 3 ชม. และคงจะมาใหม่ในตอนปิดเทอมเลยนะครับ เพราะว่าไม่มีเวลามานั่งอัพแล้ว

แปลเพลง – Alone Again (Gilbert O’Sullivan)

กลับมาแ้ล้ว.. หลังจากที่ไม่ได้แปลต่อมาหลายวัน เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาเลย ส่วนซิมส์พรุง่นี้(ถ้าว่าง)จะมาอัพต่อครับ

 

เพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่า(อีกแล้ว) เพลงเก่ารุ่นพ่อ รุ่นปู่ ได้เลยล่ะ เนื้อหาก็เกี่ยวกับ การพลัดพรากจากไปของคนที่ตัวเองรักไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือว่าคนรัก ใครที่รู้ความหมายแล้วก็อยากจะร้องไห้ตามว่าทำไมชีวิตในเนื้อเพลงมันรันทดขนาดนี้วะ

 

In a little while from now
If I’m not feeling any less sour
I promise myself to treat myself
And visit a nearby tower
And climbing to the top will throw myself off
In an effort to make it clear to who
Ever what it’s like when you’re shattered
Left standing in the lurch at a church
Where people saying: “My God, that’s tough
She’s stood him up”
No point in us remaining
We may as well go home
As I did on my own
Alone again, naturally

อีกไม่นานตั้งแต่นี้

ถ้าเกิดอะไรๆมันยังไม่ดีขึ้น (sour แปลว่าเปรี้ยว แต่ถ้าเกิดมองดูดีก็สามารถกลายเป็นอะไรที่มันขมขื่นได้นะครับ)

ฉันสัญญากับตัวฉันเองว่า

ฉันจะไปยังตึกที่ใกล้ๆ

ขึ้นไปชั้นบนสุด แล้วก็โดดลงมา

และนั้นก็จะทำให้คนบางคนได้ตาสว่าง

ว่าชีวิตที่มันสิ้นหวัง ไม่เหลือชิ้นดี นั้นมันเป็นยังไง

แบบถูกปล่อยให้บืนคนเดียวอยู่ในโบสภ์

และคนต่างก็พูดว่า “พระเจ้า, อะไรจะโชคร้ายปานนี้

เขาโดนเธอทิ้งจนได้” ( stood him up หมายถึง ผิดนัด แต่ในที่นี้เท่าที่ดูแล้วคือตัวผู้หญิงไม่ได้มางานแต่งงาน)

อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก

เราควรกลับบ้านดีกว่า

แล้วมันก็เหมือนกับที่เคยเป็น

เหงาอีกจนได้ แต่มันก็ธรรมชาติ (เหมือนจะปลอบใจตัวเองเลยว่ามันเป็นเรื่องปกติ หรือว่ามันชินแล้วหว่า)

 

To think that only yesterday
I was cheerful, bright and gay
Looking forward to well wouldn’t do
The role I was about to play
But as if to knock me down
Reality came around
And without so much, as a mere touch
Cut me into little pieces
Leaving me to doubt
Talk about God and His mercy
Or if He really does exist
Why did He desert me in my hour of need
I truly am indeed Alone again, naturally

 

เหตุการณ์คราวนั้นดั่งเหมือนว่าเพิ่งผ่านมาเมื่อวานเอง

ในตอนนั้นฉันรู้สึกสดชื่อ ร่าเริง (gay ในที่นี้ไม่ใช่ชายรักร่วมเพศนะครับ หมายถึงร่าเริง)

เผ้ารอชีวิตในวันข้างหน้า

แต่สิ่งต่างๆที่ฉันได้คาดหวังเอาไว้ (ที่จริงมันก็บทบาทได้นะ แต่ว่าอย่างนี้รู้สึกว่าเข้ามากกว่า)

กลับต้องถูกทำลาย มลายสูญ

ความจริงก็ได้ปรากฎ

ที่มาแบบไม่รู้เนื้อ รู้ตัว (mere touch – ปลายสัมผัส เสี้ยวสัมผัส)

ได้ทำลายชีวิตฉันจนไม่เหลือชิ้นดี

และยังปล่อยฉันสงสัยอีก

พูดถึงพระเจ้า และความเมตตาของพระองค์

ถ้าเกิดพระองค์มีคัวคนอยู่จริง

ทำไมถึงได้ปล่อยทิ้งฉัน ในขณะที่ฉันยังต้องการพระองค์

ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวจริงๆอีกแล้ว แต่ก็เรื่องธรรมชาติ

 

It seems to me that there are more hearts
broken in the world that can’t be mended
Left unattended
What do we do? What do we do?

 

ฉันเหมือนรู้สึกว่า ยังมีหัวใจอีกหลายดวง

ที่แหละสลาย และไม่สามารถรักษาให้หายได้

ถูกปล่อยไว้ ไม่มีคนใยดี

เราจะทำอย่างไรกันดี จะทำอย่างไร…

 

Alone again, naturally
Now looking back over the years
And whatever else that appears
I remember I cried when my father died
Never wishing to hide the tears
And at sixty-five years old
My mother, God rest her soul,
Couldn’t understand why the only man
She had ever loved had been taken
Leaving her to start with a heart so badly broken
Despite encouragement from me
No words were ever spoken
And when she passed away
I cried and cried all day
Alone again, naturally
Alone again, naturally

 

โดดเดี่ยวอีกแล้ว แต่ก็ปกติ

เมื่อได้ย้อนกลับไปในอดีต

สิ่งต่างๆที่อยู่ในความทรงจำ

ฉันจำได้ว่าฉันร้องไห้ตอนที่พ่อฉันตาย

ร้องไห้แบบไร้ยางอาย (ไม่อายใคร)

เขามีอายุแค่ 65 เอง (ดูประโยคนี้ไม่แน่ใจว่าหมายถึงพ่อ หรือแม่กันแน่ที่ 65 แต่น่าจะพ่อมากกว่า)

ขอให้พระเจ้าคุ้มครองดวงวิญญาณของแม่

ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมต้องเป็นชายในดวงใจ

ที่แม่รักสุดหัวใจ ต้องถูกพรากไปด้วย

แถมต้องยังปล่อยให้แม่เสียใจ จนใจแทบสลายอีก

ถึงอย่างไรก็ตามคำปลอบใจของผม

มันก็ช่วยอะไรให้แม่ดีขึ้นไม่ได้ๆ และเธอไม่ยอมพูดอะไรเลย

ในที่สุดแม่ก็จากตามพ่อไปอีกคน

ฉันเอาแต่ร้องไห้ทั้งวี่ทั้งวัน

เฮ้อ… อยู่คนเดียวอีกแล้ว มันก็เรื่องธรรมชาติ

อยู่คนเดียวอีกแล้ว มันก็เรื่องธรรมชาติ