8th week : รวมฮิตเพลง 2000s (2000 – 2005)

กลับมาต่อแล้วสำหรับรวมฮิตเพลงสากล ที่ทุกเพลงที่จขบ.ได้นำมาลงนั้นล้วนแต่ขึ้นที่ 1 ในบิลบอร์ดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเพลงไหนไม่ดังจริง มาถีบยอดหน้าจขบ.ได้เลย 555

 

ช่วงยุค 2000 นั้น คงเป็นช่วงที่เพลงสากลกำลังเติบโตด้วยบอยแบนด์วงใหม่ๆ และเป็นยุคที่คนไทยชอบเพลงสากลมากที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นจขบ.จะพยายามเลือกเพลงเด็ดๆมาเลยละกัน :P

 

 

I Knew I Loved You – Savage Garden (2000)

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่รู้จัก The Day You Went Away จะไม่รู้จักเพลงนี้ ถ้าไม่รู้จักต้องกลับไปพิจารณาใหม่นะว่าตัวเองเป็นขาเพลงสากลจริงๆหรือเปล่า (แรง..) เพราะสองเพลงนี้ในช่วงนั้นถือว่าดังมากๆในประเทศไทย

ซิงเกิ้ลนี้ถือว่าห่างจากซิงเกิ้ลแรกที่ทะลุที่ 1 บิลบอร์ดอย่าง Truly Madly Deeply ไปถึง 3 ปี แต่ก็ไม่ทำให้แฟนๆนั้นลดน้อยลงแต่เพียงใด แต่กลับมากเพิ่มขึ้นมหาศาล ด้วยน้ำเสียงอันเซ็กซี่ไม่เคยเปลี่ยนของนัักร้องนำ อีกทั้งยังสุดแสนจะเพราะ + เนื้อเพลงที่จะสุดแสนพิสดาร บรรยายถึงความรัก ที่เรารักคนที่เรายังไม่พบเจอกันมาก่อน (เว่อร์ไปมั้ย อันนี้ไม่รู้ บางคนอาจจะมีซิกส์เซนส์ก็เป็นได้…) ทำให้เพลงนี้อยู่ชาร์ตในอันดับถึง 4 สัปดาห์

 

 

Independent Woman Part I – Destiny’s Child (2000)

 

 

มากันต่อในปีเดียวกัน สาวๆแห่งวง Destiny’s Child ที่เริ่มโด่งดังในยุค 90 ปลายๆ กลับมาคราวนี้ในยุค 2000 ก็ปล่อยซิงเกิ้ลมาขโมยที่ 1 บิลบอร์ดซะเลย ตัวเพลงเป็นอาร์แอนด์บีตามยุคตามสมัย (แต่อีกไม่กี่ปีจากนั้นก็หมดยุคแล้ว) ก็ไม่มีอะไรเด่นมาก เว้นแต่เนื้อเพลงที่โดนใจสาวแกร่งทุกๆคน + อิทธิพลจากหนังชาร์ลี แองเจิ้ล ทำให้เพลงนี้ครองที่ 1 ถึง 11 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

Lady Marmalade – Christina Aguilera, Lil’ Kim, Mya, Pink (2001)

 

 

ข้ามมาอีกปีกันบ้าง ที่จริงแล้วเพลงนี้ไม่ใช่ต้นฉบับนะครับ ต้นฉบับต้องย้อนไปปี 1974 แต่อย่าได้ดูถูกต้นฉบับเลยทีเดียว เคยเหยียบที่ 1 บิลบอร์ดมาแล้วครับ แต่ดูท่าทางเวอร์ชั่นนี้จะมาแรงกว่าทุกเวอร์ชั่นเท่าที่เคยบันทึกมา

เพลงนี้ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มนักร้องดังแห่งยุคเลยก็ว่าได้ ซึ่งชื่อนักร้องอยู่ด้านบนแล้ว ถ้าจะให้ไล่เดี๋ยวยาวอีก 555  ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะกิจที่ยิ่งใหญ่ และเพอร์เฟคนับทศวรรษเลยก็ว่าได้  ด้วยตัวนักร้องอันโด่งดังและคับคั่ง + เสียงนักร้องที่ร้องได้ใจ แถมยังแข่งกันมันส์อีก + เนื้อเพลงที่ส่อเรื่องเพศแบบสุดๆ (เกี่ยวมั้ยเนี่ย 555 น่าจะเกี่ยวนะ) + อิทธิพลจากหนังเรื่อง Moulin Rouge! ทำให้เพลงนี้ทะยานที่ 1 ไปถึง 5 สัปดาห์

 

 

Fallin’ – Alicia Keys (2001)

 

 

มากันที่เพลงที่ขึ้นชาร์ตที่ 1  1 เดือนก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คนทั้งโลก (โดยเฉพาะคนอเมริกา) จะไม่เคยลืม  เพลงๆนี้ถือว่าเป็นซิงเกิ้ลแรกของนักร้องที่เพื่อนๆหลายคนน่าจะรู้จักนั่นก็คือ อลิเซีย คียส์ ถึงแม้จะเป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิต แต่ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ อย่างที่ไม่เคยเจอที่ไหน ทั้งคว้าที่ 1 บิลบอร์ดถึง 6 สัปดาห์ แถมเพลงนี้ยังทำให้เธอได้รางวัลแกรมมี่ถึง 3 รางวัลอีก

ด้วยเนื้อเพลงที่โดนใจหลายๆคน แต่ยังแฝงไปด้วยความบาดลึกของตัวเนื้อเพลง และเสียงร้องอันบาดลึก ฟังกี่ทีก็ขนลุก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แหกปากใช้พลังเสียงร้องเยอะๆก็ตาม (พิมพ์ไปฟังไปก็ขนลุกเหมือนกันนะเนี่ย 555) จึงทำให้เพลงนี้ไม่น่าแปลกที่จะประสบความสำเร็จล้นหลามขนาดนี้

 

 

Foolish – Ashanti (2002)

 

http://www.youtube.com/watch?v=gUPrnu3BEU8

 

ข้ามมาอีกปี 2002 ไม่มีเพลงอะไรน่าสนใจเท่าเพลงนี้อีกแล้ว ถือว่าถ้านึกถึง Ashanti ก็ต้องนึกถึงเพลงนี้เลย ตัวเพลงอาร์แอนด์บี ฟังสบายด้วยเสียงเปียโน และด้วยเสียงอันน่าฟังของแอชฮันติ แต่เนื้อเพลงเต็มไปด้วยความเศร้านะครับ 555 เพลงนี้โฉบที่ 1 ไปสบายๆ ถึง 10 สัปดาห์

 

 

Dilemma – Nelly Featuring Kelly Rowland (2002)

 

 

เพลงนี้เป็นเพลงร้องคู่แห่งทศวรรษเลยก็ว่าได้ ใครที่ยังเกิดทันในยุคนั้นน้อยคนจะไม่เคยฟัง เพราะในยุคดังนั้นมากๆ แต่ก็ส่อถึงสัญญาณอันตรายของวง Destiny’s Child ว่าเริ่มถึงยุคมืดของพวกเธอแล้ว เนื่องจากเพลงนี้ได้ Kelly ซึ่งเป็นสมาชิคในวง ออกมาร่วมฟีทเจอริ่ง ซึ่งหลังจากนั้นอีกปี Beyonce ก็แยกมาโซโลเดี่ยว ก่อนในปี 2005 ที่จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของวงที่ออกมา  ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลย 555 สรุปว่าเพลงเพราะ โดนใจคนส่วนมาก เลยคว้าที่ 1 ไปถึง 10 สัปดาห์ต่อจากเพลง Hot In There ของเจ้าตัว เท่าๆกับอดีตแฟนเก่าของเนลลี่พอดีเลย (คนข้างบนแหละ 555) อะไรจะบังเอิญประมาณนั้น (ไม่ได้ตั้งใจมาจับวางใกล้ๆจริงๆนะ เพิ่งนึกได้ว่าเคยเป็นแฟนกัน) สริรวมคนเดียวควบไปถึง 17 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

In Da Club – 50 Cent (2003)

 

 

มาต่อกันที่ปี 2003 ผลงานอินดาคลับ (อินเดอะคลับ) ของ 50 เซนท์ ได้โปรดิวเซอร์มือดี Dr.Dre จึงทำให้เพลงนี้ถูกใจขาโจ๋ ขาฮิป คว้าทั้งแกรมมี่ ทั้งบิลบอร์ด แถมยังอยู่ใน 1 ใน 500 เพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลที่จัดโดยนิตยสารโรลลิ่งสโตนอีกด้วย มันส์ได้ใจอย่างนี้ก็ต้องติดที่ 1 เดือน

 

 

Crazy In Love –  Beyoncé Featuring Jay-Z  (2003)

 

 

หลบหน่อยเจ้าแม่ (อาร์แอนด์บี) มา เพลงนี้แหละครับเป็นตัวที่ส่อให้เห็นสัญญาณอันตรายของวงอย่างที่กล่าวไว้แล้ว แต่ใครจะฉุดบียอนเซ่ได้ไงล่ะ คนกำลังดัง 555 เพลงนี้ได้แร็ปเปอร์มือดีอย่าง เจย์-ซี มาฟีทเจอริ่งด้วย (ไม่ใช่ฟีทเจอริ่งแบบนั้นนะ รู้ว่าพวกเขาบอกฟีทเจอริ่งแบบนั้นกันแล้ว แต่ในที่นี้หมายถึงร่วมร้องเพลงด้วย 555) ซึ่งตอนที่ซิงเกิ้ลออกมา ใครจะไปรู้ว่าสองคนจะแต่งงานกันได้ ช่างไม่เข้ากันเลย 555

ไม่ต้องกล่าวถึงลีลาของเธอเลย หลายๆคนคงทราบอยู่ว่าถึงพริกถึงขิงขนาดไหน แถมด้วยเป็นซิงเกิ้ลชูตราบียอนเซ๋ ที่เคยโด่งดังในนาม Destiny’s Child แถมพาผัว (ในอนาคต ณ ขณะนั้น) ที่มีภูมิความดังมาก่อนหน้าแล้วเช่นกัน มาร่วมร้อง จึงทำให้เพลงนี้จะเอาที่ 1 มากอดอย่างไม่แน่แปลกถึง 8 สัปดาห์ ต่อจากนั้นไม่นานยังเอา Baby Boy ไปกอดอีก 9 สัปดาห์อย่างชิลล์ๆ

 

 

My Boo – Usher & Alicia Keys (2004)

 

 

มากันต่อกับเพลงที่ร้องโดยเจ้าพ่อชาร์ตบิลบอร์ดแห่งยุค 2000 (เป็นผู้ชายที่ขึ้นที่ 1 ชาร์ตบิลบอร์ดมากครั้งที่สุดในยุคนั้น) และสาวเสียงดี ที่ร้องเพลง Fallin’ (คงไม่ลืมนะ 555) ถ้าลืมน่าดูเลย  มาคราวนี้ก็ต้องอาร์แอนด์บีเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ด้วยตัวนักร้องที่เป็นแม่เหล็ก พ่อเหล็ก + เป็นการร้องดูโอที่แสนจะเพราะ ฟังสบาย โดยใจประชาชน เลยเอาที่ 1 ไป 6 สัปดาห์

 

 

Drop It Like It’s Hot – Snoop Dogg Featuring Pharrel Williams (2004)

 

 

มาคั่นด้วยเพลงฮิปฮอปมันส์ๆเพลงสุดท้ายแล้ว เพลงนี้หลายคนอาจจะคุ้นๆ หรืออาจจะไม่รู้ชื่อเพลง เลยทึกทักเอาเองว่าชื่อเพลง “กระดกลิ้น” 555 เพราะว่าตัวดนตรีมีเสียงกระดกลิ้นด้วย เพลงนี้มีนักร้องฮิปฮอปรุ่นเก๋าอย่างลุงหมา (ดูชื่อลุงแกก็จะรู้เอง 555)  เอาล่ะด้วยความมันส์ของการแร็ป + ดนตรีและเอ็มวีที่นำสมัยอยู่พอตัว ทำให้ได้ที่ 1 3 สัปดาห์ไปอย่างไม่อยากเย็น

 

 

Hollaback Girl – Gwen Stefani (2005)

 

 

มาต่อกันที่ปีสุดท้าย และเพลงมันส์ๆเพลงสุดท้ายกันแล้ว เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงนึงที่รื้อฟื้นความทรงจำสมัยเด็กของจขบ.ได้ดีเลย หลายๆคนก็เช่นกัน ด้วยความที่เนื้อร้องสุดแสนจะจำง่าย แถมยังสอนภาษาอีก (สะกดคำว่ากล้วย 555) และด้วยจังหวะกลองที่มันส์สุดติ่ง และเนื้อเพลงถูกใจหลายคน + ทุนเดิมของน้าเกว็นที่เคยเป็นนักร้องนำวงมาก่อน ทำให้เพลงนี้ได้ที่ 1 ไปถึง 1 เดือนเต็มๆ

เพลงนี้จขบ.เคยแปลแล้วนะครับ (สมัยนั้นยังเรียบเรียงการแปลไม่ค่อยดีเลย ขี้เกียจแก้แล้ว 555)

 

http://superrush.wordpress.com/2011/08/31/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-hollaback-girl-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%A7/

 

 

We Belong Together – Mariah Carey (2005)

 

 

มาถึงเพลงสุดท้ายกันแล้ว *-* เพลงนี้เป็นเพลงเดียวในยุคนั้น ที่เธอสามารถเอาที่ 1 มาครองได้ (ล่าสุดก็ช่วง 90 อะครับ ขึ้นที่ 1 บ่อยเหลือเกิน) เพลงนี้เป็นเพลงอาร์แอนด์บีที่เพราะมากๆ เนื้อเพลงก็ตราตรึงใจ พระเอกก็หล๊อหล่อ (เวนท์เวิร์ด มิลเลอร์ หลายคนอาจจะรู้จักในซีซั่นสุดดังอย่างพริซั่น เบรค หรือไม่ก็หนังชือ่ดังอย่างเรสซิเดนท์อีวิลล์ 4) ซึ่งในช่วงนั้นพริซั่นเบรคกำลังออกซีซั่นแรกพอดี ก็ไม่ต้องบอกนะว่ามันส์ และดังขนาดไหน เพลงก็ฟังออกจะไฮซงไฮโซ แถมยังมาตามแบบฉบับของมารายห์ และเพลงยุค 90 ที่แหกปากตอนท้ายๆ อาจจะทำให้คนหลายคนหายคิดถึงกัน ด้วยประการฉะนี้ จึงทำให้เพลงนี้ขึ้นที่ 1 บิลบอร์ดไปอย่างยาวนานมากๆ (ตั้งแต่เพลงนี้ลงจากที่ 1 ก็ไม่มีเพลงใดขึ้นชาร์ตได้นานเท่านี้เลย) ถึง 14 สัปดาห์กันเลยทีเดียว

7th Week : Money Money – Mr.Team (เหมือนไวน์ยิ่งเก่ายิ่งกลมกล่อม)

กลับมาหลังจากที่หายไปนานนนนนนนนนนนนนนนนนมากกกกกกกกก รู้สึกผิดนิดๆเมื่อวานอุตส่าห์ทวีตว่าจะไม่มีผลงานออกมาเลย ติ๊งต่างซะว่าช่วงนี้ไม่ว่างแปลเพลงละกัน 555  วันนี้ขอแอบอู้ไม่อ่านหนังสือ มาพักจิตใจหน่อย กับการแนะนำอัลบั้มดีๆ ดีจริงๆ ดีจนจขบ.ยอมแหกคอนเซปต์ของบล็อคนี้ ที่จะต้องเป็นเพลงสากลเท่านั้น (มันก็ไม่เชิงคอนเซปต์หรอกครับ ผมตั้งใจให้เป็นคอนเซปต์”ตามใจฉัน”นะ 555 แต่ว่าคนหลายคนอาจจะนึกว่าเป็นซิกเนเจอร์ของผมไปแล้ว)

ย้อนไปเมื่อปี 42 หรือว่าเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ฟันธงเลยครับว่าวง Mr.Team พลิกประวัติศาสตร์วงการเพลงไทยไปเลยทีเดียว ซึ่งอัลบั้ม Money Money ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของพวกเขานั้น สามารถตีตลาดแตก ยอดขายถล่มทลายมากกว่า 1,000,000 ตลับ (อันนี้มาจากเว็บบล็อคนะครับ แต่ก็น่าจะใช่หน่า 555) ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก  ซึ่งจุดแข็งของอัลบั้มนี้ คือ การตั้งมาตราฐานที่สูงมากๆๆ ถึงมากที่สุด (แบบแต่ละเพลงสร้างมาแบบแหกยุคมาก นำสมัย ขนาดตอนนี้ยังฟังแล้วยังไม่เชยเลย)  แต่ด้วยจุดแข็งตรงนี้เอง ทำให้อัลบั้มหลังๆถัดมา ค่อนข้างแป้ก และดับวูบลงไปในที่สุด  แต่ยังไงซะแต่ละอัลบั้มที่ปล่อยออกมายังคงรักษามาตรฐานได้ดีอยู่ระดับนึง แต่เข้าใจมั้ยครับว่าเขาตั้งมาตรฐานไว้สูง จนอัลบั้มหลังมันสูงมากกว่าอัลบั้มก่อนไม่ได้แล้ว)

 

 

อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มสามารถประจำบ้านนะครับ จขบ.แนะนำอย่างแรงกล้าให้ซื้อเอาไว้ในครอบครอง

 

 

1.เจ้าช่อมาลี

 

 

 

 

มากันที่เพลงแรกตามลำดับที่ลงไว้ในอัลบั้มนะครับ เปิดมาก็เป็นเพลง “เจ้าช่อมาลี” ถือว่าเป็นเพลงตัวตั้งตัวตี หรือว่าเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของวงนี้เลยก็ว่าได้ ไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องเล่นเพลงนี้  เพลงนี้สมัยก่อนนู้นน เปิดกันบ่อยมากตามผับตามบาร์นะ 555 ไม่หรอกก็ทุกๆที่แหละ (จากคุณพ่อคุณแม่เล่า) ดังเอาการอยู่เหมือนกัน

ถามว่าจุดเด่นของเพลงนี้อยู่ตรงไหน… ก็ตรงที่เป็นการรีมิกซ์ทั้งดนตรีสากล + ดนตรีไทย + เสียงสังเคราะห์ อย่างลงตัว ถึงแม้จะสนุกเพียงใดแต่ยังแฝงความเท่ในตัวอยู่ (ฟังได้จากท่อนโซโล่) เท่มั้ยล่ะ 555 อีกอย่างฟังในยุคนี้ก็พอไปได้ ไม่ได้เชยอะไรมาก แต่ในสมัยก่อนถือว่าล้ำยุคมาก (ถ้าใครอายุ 20 อัพคงจะทราบนะ 555) ทั้งจังหวะ ทั้งทำนอง ทั้งดนตรี  มีการเปลี่ยนช่วงรับช่วงดนตรีกันอย่างลงตัว ไม่ดูขัดหูจนเกินไป  เรื่องเนื้อเพล ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวรักๆใคร่ๆ ไม่ได้โดนใจสักเท่าไร แต่สามารถใช้คำได้สละสลวย แบบว่าคิดได้ไง (แบบเปรียบเทียบคนที่เที่ยวกลางคืนเป็น “เจ้าช่อมาลี” แค่นี้ก็กินขาดแล้ว) นับถือคนแต่งเพลงจริงครับ  ส่วนเรื่องเอ็มวี สมัยนี้ดูก็ยังพอไปได้เช่นกัน มุมกล้องเพอร์เฟคเลย ตัดต่อก็รวดเร็ว แหวกแนว ตามเพลง แต่ไม่เสียสายตามากสักเท่าไร  ส่วนตัวชอบตรงที่มีฉากยืนดีดกีตาร์ ร้องเพลง แบบเคลื่อนที่ได้ (จขบ.ก็อธิบายไม่ถูกต้องดูเอ็มวีเอง – -)

 

 

2.ใจหายไปเลย

 

 

 

 

ใครที่อยู่ยุคเดียวกับจขบ. (ประมาณ 15 – 16) อาจจะเคยผ่านหูผ่านตาบ้าง ไม่มากก็น้อย เพราะสมัยก่อนเพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ปล่อยออกมาแล้วบูมมาก ร้องติดปากกันทั่วประเทศ (จากคุณพ่อคุณแม่เล่าเช่นเคย 555) ขนาดที่บ้านยังร้องกันติดปากจนถึงวันนี้เลย (เรื่องจริง)

ขึ้นมาเจอเสียงดนตรีสังเคราะห์แบบแปลกๆ แล้วก็รีมิกซ์จนมั่ว ฟังแล้วอาจจะรำคาญหูนิดๆ แล้วเปลี่ยนเป็นดนตรีเมนหลักของเพลง ที่ฟังสบายๆ  เริ่มต้นดนตรีเมนหลักดนเสียงดนตรีเครื่องสาย มีจังหวะกลอง + กีตาร์พอชิลล์ตามมารยาท (ถ้าเทียบสมัยนี้ประมาณแนวนิวจิ๋วพอเข้ากันได้) + เสียงน้าติ๊ก ที่ออกจะไพเราะ สบายๆ (ไม่พยายามทำให้เพราะเกิน และเน่าเกิน พอดิบพอดี) ซึ่งไอตรงนี้ทำให้เพลงนี้สื่อความหมายตามเนื้อเพลงได้อย่างดี แบบฟังแล้วก็รู้สึกใจหายไปตามเนื้อเพลงเลย และทำให้เพลงนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ เปรียบดั่งเอากาแฟลาเต้ชั้นดี ผสมอบเชยเข้าไป โอ้มันช่างเพอร์เฟค รสนุ่ม น่าลิ้มลอง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าเพลงนี้ก็แหวกยุคเหมือนกับเพลงแรกเช่นกัน มาฟังตอนนี้รับรองก็ยังไม่เชยครับ เพราะแนวทีป็อปสมัยนี้ก็เป็นประมาณนี้อยู่แล้วครับ  ช่วงสุดท้ายจบลงด้วยดนตรีที่ดับวูบลง เหลือแต่เครื่องสาย เป็นการจบแบบเป็นทีละขั้น เจ๋งครับ ฟังแล้วลื่นหู  ส่วนเนื้อเพลงก็แปลกแหวกแนวเหมือนกัน เท่าที่จขบ.เคยพบเคยเห็นมา มีเพลงนี้เพลงเดียวแหละคัรบ ที่มีเนื้อเพลงแบบนี้  เนื้อเพลงแบบว่าเศร้า แต่ตัวเนื้อเพลงท่อนอื่น + ดนตรี + เสียงร้อง มันทำให้ตัวเพลงนั้นไม่เศร้าเท่าไร แต่ก็แอบน้อยใจไม่ใช่น้อย 555 ได้แต่นั่งถอนหายใจ”ไปในอากาศ ลอยไปในสายลม ไปสู่ความเหงา” ช่วงท่อนฮุคนี่ เนื้อเพลงเด็ดดวงจริงๆครับ สวยงามมากกกกก แต่ก็แอบเศร้านะ 555  ส่วนเรื่องเอ็มวี เพลงนี้ล้ำยุคอีกแล้วครับท่าน (อันนี้จขบ.คอนเฟริมเลย) เมื่อเทียบในยุคเดียวกัน กราฟิคเพลงไทยเพลงอื่นๆแบบไม่เนียน (คงเข้าใจนะ)  แต่คนตัดต่อ ช่างกราฟิคเพลงนี้เทพมากครับ ตัดต่อแบบแหวกแนว (เอาเก้าอี้ลมไปลอยอยู่บนห้อง เหนือฉากมีดวงดาว ดวงจันทร์อีก) แถมเนียนอีก ถือว่าลงทุนมากนะ

 

 

4.ไม่ต้องมีคำบรรยาย

 

 

 

 

เพลงนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเด็กสมัยนี้มากกว่าครึ่งรู้จักเพลงนี้ เป็นเพลงเดียวที่ยังดังมาถึงสมัยนี้ได้ และผมว่าเป็นเพลงที่เพอร์เฟคที่สุดในอัลบั้มนี้ และวงนี้ด้วย

เริ่มต้นมาด้วยเสียงคีย์บอร์ดไฟฟ้า แนวดนตรีอาจจะหาได้ืั่ทั่วไปในยุคนี้ แต่ แต่นะครับ อย่าลืมคอนเซปต์ในอัลบั้มนี้นะครับ คือ”ล้ำยุค” สมัยก่อนถือว่าโอ้บร๊ะเจ้า แบบพูดไม่ถูก 555 แต่ที่เด่นกว่าเพลงอื่นในแนวจริงๆเลย ก็คือตัวคีย์บอร์ดไฟฟ้า และก็เครื่องเป่าแหละครับ ไม่ค่อยได้เห็นเลย อ้อมีคอรัสด้วย ส่วนเรื่องเสียงของนักร้อง วงนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรครับ ใช้ได้ในทุกเพลง แต่ก็ไม่ได้เพราะเวอร์มากๆ แต่เมื่อรวมกับองค์ประกอบต่างๆแล้วเพอร์เฟคครับ เนื้อเพลง อยากจะร้องโอ้บร๊ะเจ้าครับ เนื้อเพลงนี้ลึกซึ้งที่สุดในสามโลก ใครร้องเพลงนี้ให้ฟัง แทบร้องไห้ (ติ้นตันนะ 555) เลย เนื้อหาโดยรวมโดนใจตลาด ภาษาที่ใช้สละสลวย เอาไปเลยเต็ม 10 เอ็มวี ต้องโอ้บร๊ะเจ้าอีกรอบล่ะครับ เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่นึกว่าเพลงนี้จะเก่าถึง 13 ปี (ผมก็นึกว่าตัวนี้เอามาทำเอ็มวีรีเมคใหม่ซะอีก) แบบดูให้ตายก็ดูไม่ออกหรอกว่าเพลงนี้มัน 13 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าสมัยก่อนมันจะล้ำยุคแค่ไหน

 

 

6.Money Money

 

 

 

 

ข้ามมากันที่แทร็คที่ 6 ของอัลบั้มกัน เพลงนี้ชื่อตามอัลบั้มครับ แต่ซิงเกิ้ลออกมาไม่ค่อยแรงเท่าไร แต่ดนตรีก็ยังคงคอนเซปต์ของอัลบั้มนี้อยู่นะครับ ^^ เพลงนี้เริ่มต้นอย่างโคตระอภิมหึมามหาเท่ เริ่มต้นดว้ยเสียงเครื่องนับแบงค์ เสียงแคชเชียร์ เสียงเหรียญตก เสียงคนพูดว่า “มันนี่” บลาๆ ตรงชื่อเพลง  แล้วก็ต่อด้วยเสียงกลองรัว แล้วก็ตามด้วยเสียงคนร้องตามระเบียบอะครับ ด้วยทำนองที่แปลกใหม่ +ดนตรีที่แหวกแนว (สมัยนี้ก็ยังแหวกอยู่นะ) แถมมีเสียงคอรัสกระชากอยู่เป็นจังหวะด้วย ทำให้เพลงนี้ยังพอดิ้นได้อยู่ แต่ตอนจบยังมีเล่นลูกเล่นด้วยเสียงเหรียญตกอีกรอบอีก เนื้อเพลง งั้นๆแหละครับ มีแต่ร้องมันนี่ๆอยู่นั่นแหละ 555 แต่ก็ยังเหน็บแนม เสียดสี นักการเมืองสมัยนี้ได้อย่างสะใจจริง (ตรงที่ว่า “รวยกันจนอ่อนใจ แล้วจะรวยต่อไปทำไม” โดนมากครับ 555) เอ็มวี ไม่เคยเห็นครับ เสียดายมากที่บ้านรู้สึกว่าเคยมีวีซีดี แต่ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว TT

 

 

9.ขอบฟ้า ขอบฝั่ง ความหวัง แผ่นดิน

 

 

 

 

มากันต่อกับเพลงสุดท้ายที่ จขบ. จะมาแนะนำแล้ว เป็นเพลงรองสุดท้ายในอัลบั้มนี้นะจ๊ะ กับชื่อเพลงที่สวยงามมาก “ขอบฟ้า ขอบฝั่ง ความหวัง แผ่นดิน” เพลงนี้อาจจะไม่น่าสนใจเหมือนกับเพลงอื่น ทำนองอาจจะธรรมดา แต่จขบ.เชื่อครับเพลงแนวแบบนี้ จะฟังยุคไหนก็ไม่เชย แถมยังดีที่มีเสียงเครื่องสี + ซาวนด์เอฟเฟค ดึงทำให้เพลงนี้แตกต่างกับเพลงอื่นอยู่ครับ แหม…วงนี้นี่สุดยอดจริงๆ 555 ไม่ยอมทิ้งความแตกต่างง่ายๆ เอ็มวี เพลงนี้ธรรมดาทั่วไปครับ เห็นโหลเยอะมากด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียสุขภาพจิตแต่อย่างไร ได้เห็นการเดินทางเดินสายไปที่ต่างๆของวงนี้

 

เนื้อเพลง

ขอแยกเลยครับ จุดนี้ จขบ. ชอบเนื้อเพลงเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด และจะฝากเพลงนี้ให้กับเพื่อนๆทุกคน ไม่ว่าช่วงนี้กำลังจะสอบเรียนต่อเข้าที่ไหน หรือกำลังเจอปัญหาอะไร ขอให้เพื่อนๆ”บอกกับตัวเองไม่ยอมแพ้ จะเหนื่อยสักเพียงใดต้องทนไหว และจะไม่มีอะไรที่ยากเกินไป…”

เนื้อเพลงเพลงนี้เป็นเนื้อเพลงที่ดีมากครับ สอนให้เราไม่รู้จักยอมแพ้ เท่าที่ จขบ. หาในอินเทอร์เน็ต เขาว่ากันว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพลงนี้เคยนำไปประกอบช่วงสอบเอ็นทรานซ์ด้วย 555

 

 

Bonus

MR.TEAM LIVE SHOCK ‘N’ SHOW IN BANGKOK

 

มากันที่โบนัสพิเศษที่ จขบ. อยากจะนำเสนอ เป็นคอนเสริตใหญ่คอนเสริตแรกของมิสเตอร์ทีม หลังจากอัลบั้มมันนี่ มันนี่ของพวกเขามียอดขายถล่มทลาย ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก ทำให้ต้องเดินสายตลอดเวลา เห็นอย่างนี้จึงไม่ได้การจับรวบเป็นคอนเสริตใหญ่ให้แฟนได้สะใจกันไปเลยทีเดียว

 

http://www.youtube.com/watch?v=8hhXO86NnkQ

 

คอนเสริตนี้จัดเต็มให้อย่างแฟนจริงๆครับ ผมว่าลงทุนไปไม่น้อยเหมือนกันนะ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว มีจอมาตั้งอยู่กลางเวทีหลายจอ แค่นี้ก็อลังการแล้ว ยังมีจอโปรเจคเตอร์ข้างเวทีอีก 2 ตัวอีก (เดี๋ยวนี้คอนเสริตทุกทีต้องมีแล้ว 555) แต่ที่เด่นๆเลย ก็คือเป็นคอนเสริตแรกในประเทศไทยที่นำระบบเซอร์ราวมาใช้ (-0- ทั้งอัลบั้มล้ำยุคไม่พอ คอนเสริตก็ด้วย) แถมตรงบ็อกสแตนด์ยังมี เครื่องเล่นดีวีดีอีก 8 เครื่องพร้อมจัดเต็มอีก (เข้าใจหรือเปล่าครับว่า 12 ปีที่แล้ว ดีวีดีมันยังแพงอยู่) ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งงานกำกับงานโดย น้าโอม ชาตรี คงสุวรรณ ซึ่งไม่ต้องบอกเรื่องฝีมือของน้าโอมแกเลยว่าเจ๋งแค่ไหน ประสบการณ์ก็สั่งสมมานาน (ลืมบอกไปอัลบั้มมันนี่ มั่นนี่ น้าโอมเขาก็เป็นโปรดิวเซอร์เหมือนกันเน้อ…) ในช่วงระหว่างการแสดงมีการปล่อยลูกโป่งซึ่งข้างในมีนาฬิกาจีช็อค 10 เรือนเข้าไปในลูกโป่งด้วยนะเออ ลงทุนจริงๆ ใครได้ไปก็โชคดี

 

แต่เนื่องจากมายุคนี้วงนี้ไม่ดังแล้ว ทำให้เราเห็นภาพการแสดงตามยูทูปมีแค่คลิปเดียว ที่เหลือต้องหาวีซีดีตามร้านขายเทปเก่าดู 555 ใ้ห้ดูกันพอหอมปากหอมคอ จากในคลิปเห็นเลยว่ามีแต่คนร้องเพลง ใจหายไปเลย ได้หมดทั้งอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก จนท่อนสุดท้ายพี่ติ๊กเกิดอาการตืนเวที 555 ร้องได้แค่ “ใจ….” ปรากฎว่าหลังจากนั้นผู้ชมทั้งฮอลล์ร้องแทนน้าแกซะงั้น ดังซะทั่วเลย ก่อนจะจบด้วยเสียงฮัมของน้าแก และก็พาทั้งวงสวัสดีแฟนๆในฮออล์ ปรากฎว่าไม่จบไง แฟนคลับไม่จบนะ (ฟังดีๆในคลิป จะได้ยินแฟนคลับร้องทั้งอินดอร์ว่า “เอาอีก”) ปรากฎว่าทั้งวงจัดมันนี่มันนี่อีกเพลงตามคำเรียกร้อง ปิดท้ายด้วยเพลงเจ้าช่อมาลีเพลงยาว ทำเอาคนดูพากันลุกขึ้นยืนชูมือตามจังหวะเพลงกันอีกครั้ง (อั้นนี้ไม่รู้ว่าเป็นสคริปต์หรือเปล่านะ แต่น่าจะใช่) หลังจากนั้นคอนเสริตก็็จบจริงๆ แต่ดูเหมือนคนดูไม่จบ (อีกแล้ว 555) ได้แต่ร้อง”เอาอีกๆ” ก่อนที่จะผิดหวังกันตามๆกัน

 

อย่างที่จขบ.ได้หาข้อมูลแล้วคงน่าจะทราบแล้วนะครับว่าคอนเสริตนี้น่าจะสนุกสักแค่ไหนกัน

 

 

 

สรุปสุดท้ายแล้ว อัลบั้ม Money Money ถึงแม้จะเป็นอัลบั้มเก่า แต่ก็ยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ และความนำสมัยอยู่ทุกเพลง จะเปิดฟังยุคนี้ก็ยังไม่เชย + องค์ประกอบต่างๆในอัลบั้มนี้ จึงทำให้ จขบ. การันตีเลยว่าซื้ออัลบั้มนี้รับรองว่าคุ้มเกินราคาแน่นอน เหมาะสมทุกเพศ ทุกวัย (โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานแล้ว 555)

 

อัลบั้มเก่าๆแบบนี้มันมีคุณค่าต่อจิตใจ และความทรงจำอันวัยเยาว์ของเรามาก  เมื่อเวลาผ่านนานเท่าไรเรารู้สึกว่าเพลงนี้ยิ่งมี….(อธิบายไม่ถูก หวังว่าทุกคนเคยเป็นแบบนี้นะครับ) ก็เหมือนกับไวน์นั่นแหละครับยิ่งเก่ายิ่งกลมกล่อม :) (สงสัยตัวเองอยู่ว่าทำไมต้องเอาไวน์มาเปรียบกับเรื่องที่เราพูดไม่ถูกด้วย 555)

 

 

List Track

Side A 

01 . . . เจ้าช่อมาลี
02 . . . ใจหายไปเลย 

03 . . . แบ่งแบ่งกันไป
04 . . . ไม่ต้องมีคำบรรยาย
05 . . . ผัดกระเพรา

Side B 
01 . . . Money Money
02 . . . ฉันไม่บ้าพอ
03 . . . อย่า
04 . . . ขอบฟ้า ขอบฝั่ง ความหวัง แผ่นดิน
05 . . . หมดแรง หมดตัว หมดใจ

 

 

ขอบคุณเว็บต่อไปนี้สำหรับข้อมูลที่นำมาประกอบครับ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=durianguan&month=05-07-2010&group=4&gblog=25

http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.inet.co.th/cafe/chalermthai/newsong/news/scoopmrteam/mrteam.html

 

Week 4th : MI 4 ที่สุดของความมัน ที่สุดของความสนุก ที่สุดของความลุ้น

 

 

กลับมาแล้วครับ หลังจากที่หายจากหมวดหมู่นี้ไปนับแรมเดือน เนื่องจากติดภาระงานที่แทบจะหัว และบลาๆอีกมากมาย วันนี้ค่อนข้างว่าง เลยมาแนะนำหนังเรื่องนึง (ตอนแรกกะจะรีวิว แต่ขี้เกียจนั่งวนย้อนดูสามภาคก่อนหน้า  เพราะจำไม่ไ่ด้ 555) ซึ่งเป็นหนังที่ค่อนข้างดังพอสมควรเลยอย่าง Mission Impossible ซึ่งถือเป็นสโลแกนของ Ethan Hunt หรือทอม คุ้ย เอ้ย Tom Cruise นั่นเอง ซึ่งซีรีย์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เฉลี่ยๆแล้วกว่าแต่ละภาคจะออกก็ปากันไปตั้ง 5 ปีเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็แปลว่าเก้าอี้ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นั้นก็เคลื่อนที่อยู่ตลอด ซึ่งวันนี้จะมาแนะนำภาคใหม่ล่าสุดสดๆร้อนอย่าง Mission: Impossible – Ghost Protocol หรือมิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล ปฏิการไร้เงา (ชื่อซะ 555)

 

 

 

 

เนื้อเรื่อง **สปอยล์เล็กน้อยครับ ไม่อยากเสียอรรถรสอย่าดู**

 

 

 

เนื้อเรื่องก็ยังมีอีธาน ฮันท์เป็นตัวเอกเหมือนเดิม ซึ่งฉากแรกขึ้นมาก็โผล่มาที่บูดาเปส ที่ฮานาเวย์ สมาิชิกของไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ที่พระเอกอยู่ โดนซาเบียงนักฆ่าชาวฝรั่งเศสลอบฆ่า หลังจากนั้นก็มาที่อีธาน ฮันท์ที่ติดคุกอยู่ที่รัสเซีย เนื่องจากไปฆ่าชาวเซอร์เบีย ซึ่งทีมของฮันท์ได้ช่วยปล่อยเขาและเพื่อนออกมา เพื่อมารับภารกิจอันสุดแสนจะอิมพอสซิเบิ้ล นั่นก็คือการไปหาข้อมูลของโคบอลต์ (ซึ่งทำงานในหน่วยข่าวกรองของรัสเซีย) เนื่องจากซาบีนไ้ด้ฆ่าฮานาเวย์ เพื่อนำรหัสปล่อยนิวเคลียร์ไปขายแก่โคบอลต์ เพื่อจะได้รัดตัวโคบอลต์ได้อย่างคาหนังคาเขา

 

ซึ่งหลังจากนั้นทีมของพระเอกก็ได้ไปที่เครมลิน เพื่อไปหาข้อมูลของโคบอลต์  แต่ปรากฎว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่อยู่ แถมยังโดนซ้อนแผนอีก (เอาเข้าไป) ใส่ร้ายแหละง่ายๆ โคบอลต์รู้ทัน วางระบาดขนาดใหญ่ที่เครมลิน โดยโบยความผิดไปที่ทีมพระเอก ซึ่งหลังจากที่พระเอกบาดเจ็บจากระเบิด ตื่นขึ้นมาพบกับหน่วยงานของรัสเซียที่จะตามจับพระเอกอยู่ แต่ปรากฎว่าพระเอกหนีได้ ซึ่งได้ไปพบกับรัฐมนตรี กับนักวิเคราะห์ ที่ชื่อว่าแบรนท์ (ต้องบอกชื่อ เพราะตัวนี้ตัวเอกอีกตัวเลย) ซึ่งได้บอกภารกิจแก่ภารกิจ และได้บอกว่า ไอเอ็มเอฟ ถูกยุบแล้ว ต่อไปนี้จะต้องทำภารกิจเพียงคนเดียว กบัเพื่อนๆเท่านั้น รัฐบาลไม่ยุ่ง ซึ่งเรียกปฏิบัติการนี้ว่า “ปฏิบัติการไร้เงา” ซึ่งพระเอกก็เออออตอบตกลง แต่ทันใดนั้นเองรถของรัฐมนตรีโดนกระหน่ำยิงโดยฝีมือของหน่วยงานรัสเซีย ซึ่งทำให้รัฐมนตรีตาย ส่วนฮันท์ และแบรนท์รอดตายอย่างหวุดหวิด

 

ซึ่งหลังจากนั้นพระเอกและทีม ต้องหารหัสเพื่อหยุดยั้งการปล่อยนิวเคลียร์ให้ได้ ซึ่งได้ตระเวนไปตั้งแต่ดูไบ ยันมุมไบเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีความลับของเบรนท์ที่มีต่อฮันท์อีก (ไม่ใช่รักกันนะ 555) ต้องคอยลุ้นคอยเชียร์ว่าพระเอกและทีมจะสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้หรือไม่

 

 

 

ความสนุก **สปอยล์อีกนิด**

 

 

 

เนื่องจาก จขบ. ไม่รู้จะแนะนำในด้านอะไรดี เลยเลือกที่ทุกๆคนจะต้องสนใจกันดีกว่า ความสนุกผมว่า สนุกแทบทุกๆนาทีเลยทีเดียว ฉากแอ็คชั่นนี่เยอะมากพอสมควรเลย หรือแม้กระทั่งฉากกระโดดโลดโผน ที่หลายคนเห็นในตัวอย่าง ที่ดูแล้วต้องลุ้นจะตัวงอ (มีแต่กลัวไม่ใช่หรอ 555) แอบเสียวไปตามๆกัน ซึ่งจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ก็คือชอบหักมุม อย่างแผนของพระเอกชอบเสียอย่างเนี้ย แต่ก็มีแผนซ้อนแผนอีก + กับอุปกรณ์อันล้ำสมัยของ ไอเอ็มเอฟ ที่เพิ่มความสนุกของหนังเรื่องนี้ไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว (อย่างเช่น ฉากหลอกตา การทำงานคล้ายๆโปรเจกเตอร์ ซึ่งสามารถนำฉากไปวางไว้ที่ไหนก็ได้ โดยจะมีกล้องบันทึกภาพลงในฉาก ซึ่งสามารถหลบจากสายตาของศัตรูได้ดีเลยทีเดียว) +กับมุขฮาๆของหนังเรื่องนี ้ซึ่งมีค่อนข้างเยอะ พอฮาๆแบบผิวๆเผินๆ (อย่างฉากที่เบรนท์ต้องไปทำภารกิจหวาดเสียว ซึ่งหลังจากทำภารกิจเสร็จได้บอกผ่านไมค์ว่า “คราวหน้าฉันขอไปอ่อยเศรษฐีดีกว่านะ” ซึ่งภารกิจอ่อยเศรษฐีเป็นของเจน)

 

 

 

ภาพ – เสียง

ไม่ต้องกล่าวในเรื่องภาพ หนังฟอร์มยักษ์แบบนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังได้อย่างแน่นอน สมจริง อลังการทุกแบบอย่าง ส่วนเสียงไม่ต้องกล่าวกันเลย ซึ่งเป็นที่กล่าวกันมาตลอด 10 กว่าปี ว่าเพลงตีมของหนังเื่รื่องนี้ มันสุดยอดสักแค่ไหน (จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้เลย เพลงนี้มาเมื่อไร รู้เลยว่าเรื่องอะไร) ซึ่งแต่ละภาคเสียงอาจจะแตกต่างในเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ายังมันอยู่ และเพลงประกอบอื่นๆก็ทำได้อย่างเร้าใจ มันสุดๆ เข้ากับสถานการณ์ได้ดี (ส่วนตัวชอบเพลงประกอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดแล้ว ยิ่งไปเปิดที่โรงนะ สุดๆ)

 

ความคุ้มค่า

ผมว่ามันคุ้มค่าตั้งดูจนจบไตเติ้ลแล้วแหละ 555 ไตเติ้ลภาคนี้รู้สึกจะอลังการกว่าภาคอื่นเยอะมากนะ (ถ้าจำไม่ผิด) + กับเพลงไตเติ้ลแล้ว ผมว่าคุ้มเหนือคุ้มละ แถมมาเจอฉากแอ็คชั่นที่มาแบบจุใจ ตลอด 133 นาที (หนังยาวนะ) ซึ่งอยากจะบอกว่าไม่รู้จะคุ้มไปถึงไหนละ 555

 

สรุุป

อย่าไปสนใจคำพูดของคนอื่นเลยครับ ที่เขาว่ากันว่า”ภาค 1 สนุกกว่าเยอะ” ผมว่าถึงแม้ภาค 1 จะสนุกกว่า แต่ผมว่าซีรีย์นี้ยังรักษามาตรฐานความมันได้ไม่ต่างกันมากนัก อาจจะลดบ้าง เพิ่มบ้างเป็นเรื่องปกติ อีกอย่าง 5 ปี กว่าจะออกมาอีกภาค ซึ่งไม่รู้ภาค 5 จะมีหรือเปล่า (กลัวพระเอกแก่จนเล่นไม่ไหวแล้ว 555) ซึ่ง จขบ.ก็ไ้ด้บอกแล้วว่า “อภึมหึมามหาความคุ้ม” เจียดเวลาสัก 2 ชม. ครึ่ง + เงินสักร้อยกว่าบาท 5 ปีครั้งนึง ผมว่าเป็นอะไรที่เพอร์เฟคสุดแล้วล่ะ

 

ปล.อย่าได้เกรงว่าจะดูภาค 4 ไม่เข้าใจ ถึงแม้ไม่ได้ดูภาคอื่นมาก่อนเลย แม้ว่าภาคนี้อาจจะเท้าความภาคที่แ้ล้วเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ อย่างไม่งุนงง (หนังเน้นแอ็คชั่นมากกว่า ไม่ต้องเครียดว่าจะงงเลย)